หน้าเว็บ

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

นโยบายต่างประเทศและผลประโยชน์แห่งชาติ

นโยบายต่างประเทศ (Foreign Policy)
                นโยบายต่างประเทศ คือแนวทางหรือยุทธศาสตร์ (Strategy หรือ Planning) ที่รัฐบาลของแต่ละรัฐจะเข้าไปสัมพันธ์กับผู้แสดงบทบาทอื่นทั้งที่เป็นรัฐและไม่ใช่รัฐ เช่น สหรัฐฯกำหนดนโยบายต่อสู้กับขบวนการก่อการร้ายโดยกำหนดว่าจะใช้สงครามลงมือโจมตีก่อน (Strategy คือแนวทาง/แผนการที่จะเอาชนะคู่แข่ง สามารถใช้ได้กับทุกด้าน เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การทหาร) รัฐทุกรัฐจึงต้องมีเป้าหมาย (Goal) เป้าหมายที่สำคัญคือผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest) และผลประโยชน์แห่งชาติก็จะเป็นตัวชี้นำว่ารัฐจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร
                ผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest)
ผลประโยชน์แห่งชาติ คือสิ่งต่างๆ ที่รัฐต้องการ ปรารถนา และจำเป็น สิ่งเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในดินแดนของตนเอง แต่อยู่ ณ ดินแดนอื่น เช่น สินค้า การบริการ ทรัพยากรธรรมชาติ แร่ธาตุ วัตถุดิบ แรงงาน น้ำมัน พลังงานเทคโนโลยี ตลาดการค้า ตลาดการเงิน การลงทุนต่างประเทศ อาวุธ การช่วยเหลือต่างประเทศ หรือความมั่นคง ในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ รัฐทุกรัฐต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติเป็นเป้าหมายสำคัญและต้องทำให้บรรลุเป้าหมายนั้น
รัฐต่างๆ จะมีวิธีการหรือเครื่องมือที่นำมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้ ซึ่งทุกรัฐไม่ได้มีเครื่องมือพร้อมทุกด้าน ประเทศพัฒนาแล้วจะมีขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจ การเมืองและทหารมากกว่าประเทศอื่น จึงมีเครื่องมือที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายมากกว่า ขณะที่ประเทศเล็กโอกาสที่จะมีเครื่องมือที่จะทำให้เป้าหมายบรรลุจึงมีน้อย จึงต้องอาศัยประเทศอื่นช่วย เช่น ร่วมมือกับประเทศต่างๆ ยืมเครื่องมือของประเทศที่มีพร้อมกว่า
เครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่สำคัญมี 3 ด้าน ได้แก่
1.เครื่องมือทางทหาร (Military Instruments) รัฐจะต้องมีขีดความสามารถทางทหารจึงจะใช้เครื่องมือประเภทนี้ได้ เช่น มีอาวุธยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางทหาร ความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญที่จะใช้อาวุธเหล่านั้น วิธีการให้ได้มาซึ่งเป้าหมายที่ต้องการคือ เช่น สงคราม การคุกคามทางทหาร การแข่งขันกำลังอาวุธ การซ้อมรบ
ทุกประเทศไม่ได้มีเครื่องมือทางทหาร เช่น ลิเบียมีเงินมากพอที่จะซื้อเครื่องมือทางทหารที่ทันสมัย เช่น เครื่องบิน รถถัง อาวุธ เทคโนโลยีทางทหาร แต่ก็ขาดทหารที่มีความรู้ความสามารถในการใช้เครื่องมือเหล่านั้น ลิเบียจึงเอารถถังไปจอดกลางทะเลทราย ทำให้ทรายปลิวเข้าไปในรถจนไม่สามารถใช้การได้ ช่วงรบก็ต้องจ้างทหารรับจ้างจากประเทศอื่น ทำให้ต้องเสียโอกาสและผลประโยชน์ เช่น ทศวรรษ 1970s ลิเบียพยายามสร้างอาณาจักรของศาสนาอิสลามจึงยกทัพไปตีประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อียิปต์ ซีเรีย เอธิโอเปีย ซูดาน แต่ไม่สำเร็จเพราะทหารขาดความรู้ความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธ
ประเทศไทยต้องการซื้อเรือดำน้ำ เพราะประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศได้ซื้อไปแล้ว แต่ไทยก็ไม่มีเงิน การที่จะอวดศักดาในอ่าวไทยจึงทำได้ยาก ไทยจึงเป็นต้องเป็นสัมพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐฯและร่วมซ้อมรบทุกปี เพื่อแสดงให้ประเทศอื่นเห็นว่าไทยมีประเทศอื่นคอยปกป้องช่วยเหลืออยู่ เครื่องมือทางทหารมีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศว่า ประเทศตนมีความพร้อมที่จะดำเนินนโยบายด้านนี้หรือไม่
2.เครื่องมือทางเศรษฐกิจ (Economic Instruments) มีความสำคัญมากในยุคหลังสงครามเย็น ประเทศนั้นจะต้องมีขีดความสามารถทางเศรษฐกิจก่อนจึงที่จะใช้เครื่องมือนี้ได้ เช่น ตลาดการค้า ตลาดการเงิน ตลาดลงทุน งบประมาณเพียงพอ รายได้ของประเทศเพียงพอ และมีขีดความสามารถทางทหาร เช่น สหรัฐฯโอกาสที่มีตลาดการค้าอันเป็นที่หมายปองของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา สหรัฐฯจึงใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจบังคับให้ประเทศอื่นทำตามความต้องการของตน หากใครไม่ทำตามก็จะแซงชั่นทางเศรษฐกิจ (การแซงชั่นทางเศรษฐกิจ คือมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ เพื่อบีบบังคับหรือโน้มน้าวจูงใจให้ผู้แสดงบทบาทที่เป็นเป้าหมายปฏิบัติตามความต้องการของตน)
ประเทศไทยไม่สามารถใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจได้เต็มที่ ถึงแม้เศรษฐกิจของเราจะดีกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นก็ตาม เพราะยังไม่มีความมั่งคั่งพอที่จะไปแซงชั่นประเทศอื่นได้ เช่น ไทยเกิดกรณีพิพาทกับสหรัฐฯเรื่องญัตติเบิร์ก ปีค.ศ.2000 สหรัฐฯออกกฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านการทุ่มตลาดว่า หากเก็บภาษีการต่อต้านการทุ่มตลาดหรือภาษีต่อต้านการอุดหนุนจากประเทศที่ส่งสินค้าไปสหรัฐฯได้ ให้เอาเงินภาษีที่เก็บได้ให้บริษัทที่ทำการฟ้องร้อง ประเทศต่างๆ 9 ประเทศจึงรวมตัวกันต่อต้าน เช่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย เม็กซิโก แคนาดา ไทย บราซิล เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้ทำการฟ้องร้องไปที่องค์กรระงับข้อพิพาทของ WTO ผลการตัดสินคือกลุ่มที่ฟ้องร้องเป็นฝ่ายชนะ แต่สหรัฐฯไม่ยอมปฏิบัติตามคำตัดสิน สหภาพยุโรปจึงทำการแซงชั่นเพื่อให้ยกเลิกญัตติเบิร์ก ไทยเราไม่กล้าแซงชั่นเพราะกลัวถูกสหรัฐฯตัด GSP และไทยก็ไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะไปแซงชั่นได้ เพราะหากถูกโต้ตอบการแซงชั่นแล้วไทยเราก็จะได้รับผลประทบตามมา
การให้กู้ยืมเงินหรือการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะกดดันให้ประเทศอื่นปฏิบัติตามที่ตนต้องการ เช่น นายกฯทักษิณพยายามโน้มน้าวชักจูงให้ประเทศเพื่อนบ้านหันมาสนับสนุนให้การดำเนินนโยบายของไทยสำเร็จ เช่น ให้พม่ากู้ยืมเงิน 4,000 ล้านเหรียญ แต่ปัจจุบันก็เป็นคดีฟ้องร้องเพราะนายกฯทักษิณอนุมัติเงินกู้โดยไม่มีการลงนามในสัญญา และให้กู้เงินเพื่อซื้อสินค้าจากบริษัทของชินคอร์ป
ช่วงที่ไทยสามารถใช้หนี้ IMF ได้ก่อนกำหนดก็ฮึกเหิมว่าตนมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น จึงประกาศว่าจะเป็นผู้ให้ไม่ใช่ผู้รับอีกต่อไป แต่ไทยก็ช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านได้ไม่มากนัก การให้พม่ากู้ยืมเงินก็มีข้อแลกเปลี่ยน เช่น ให้พม่าเปิดทางให้ธุรกิจแก๊ส ป่าไม้ หรือการลงทุนต่างๆ เนื่องจากเครื่องมือทางเศรษฐกิจของไทยไม่พร้อมเพราะมีเงินให้ประเทศอื่นกู้ไม่มากนัก ในประเทศเองก็ไม่มีเงินมากพอ ส่วนประเทศพัฒนาแล้วจะมีความพร้อมจึงสามารถใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจได้มากกว่าประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา
 3.เครื่องมือทางการทูต/เครื่องมือทางการเมือง (Diplomatic Instruments/ Politics Instruments) จะใช้การเจรจาเป็นหลัก นอกจากใช้ในทางการเมืองแล้ว เครื่องมือทางการทูตยังสามารถนำมาใช้ทางด้านการค้า ทางเศรษฐกิจและทางทหารได้อีกด้วย การที่จะมีเครื่องมือทางการทูตหรือทางการเมืองได้ดีจะต้องเจรจาเก่ง สามารถพูดโน้มน้าวใจได้ดี ที่สำคัญ นักการทูตจะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตนเองไปเจรจา เช่น ไทยทำ FTA กับจีน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น แต่ขาดนักการทูตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการค้า นโยบายการค้า และกฎหมายการค้าของประเทศคู่ค้า ในสมัยรัฐบาลทักษิณ มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้แค่ไม่กี่คน การเจรจาแต่ละครั้งก็ต้องรอวิ่งรอบ เช่น ไทยเลื่อนนัดเจรจาการค้ากับญี่ปุ่นหลายครั้ง เพราะนักการทูตที่รู้เรื่องการค้าของญี่ปุ่นกำลังไปเจรจากับประเทศอื่นอยู่ นายกฯทักษิณจึงโกรธมากเพราะทำให้ไทยเสียประโยชน์ เนื่องจากผลประโยชน์การค้าและเศรษฐกิจไม่สามารถรอได้
นักล็อบบี้จะต้องรู้เรื่องกฎหมายและกระบวนการร่างกฎหมาย นโยบายการค้า การลงทุน การเงิน และการเมืองภายในของรัฐที่ไปเจรจาด้วย คือต้องรอบรู้ทั้งหมดจึงจะสามารถเข้าไปเจรจาด้วยได้ ซึ่งไทยขาดกลุ่มคนเหล่านี้ เช่น ไทยทำ FTA กับประเทศต่างๆ ผู้ที่เตรียมเรื่องให้ไปเจรจาคือข้าราชการซี 4-5 ซึ่งบางคนเป็นข้าราชการเข้าใหม่ที่เพิ่งเรียนจบจากต่างประเทศ รู้เฉพาะกฎของ WTO แต่ไม่รู้เรื่องการปฏิบัติ เวลาเจรจาก็จะกางกฎของ WTO เอาไว้ เวลาร่างข้อเจรจาก็จะพยายามไม่ให้ขัดกับกฎของ WTO แต่พอไปเจรจากับประเทศใหญ่อย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น หรือจีน ประเทศเหล่านี้จะไม่ดูเฉพาะกฎของ WTO แต่จะต้องรู้ข้อกฎหมายของพวกเขาที่มีลูกล่อลูกชนที่บิดเบือนจากช่องโหว่ของ WTO
การที่ไทยไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ การเจรจาทุกครั้งจึงทำให้ไทยต้องเสียเปรียบทุกครั้ง เช่น การเจรจากับจีน ไทยเราก็ไม่รู้ว่าเคยมีข้อตกลงเกี่ยวกับใบอนุญาตและไม่รู้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีของจีนที่แต่ละมณฑลมีอยู่ ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ต้องไปจ้างบริษัทล็อบบี้ของสหภาพยุโรปให้ศึกษากฎหมายการค้าของสหภาพยุโรป เพราะคนไทยไม่มีความรู้เรื่องนี้
ไทยมีข้อด้อยที่ไม่รู้เขารู้เรา ประเทศอื่นจึงยื่นข้อเสนอที่มีสิ่งแอบแฝง เช่น ข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องเหล็กที่ญี่ปุ่นจะมาลงทุนในไทยและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ ลงนามในวันที่ 3 เมษายน ค.ศ.2007 ผลออกมาคือญี่ปุ่นไม่ยอมทำ ไทยเราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีเครื่องมือทางเศรษฐกิจหรือทางทหารไปบีบบังคับให้เขาทำตาม ดังนั้น ไทยจึงต้องสร้างนักเจรจา/นักการทูตทั้งการค้า การเงิน เศรษฐกิจ และการทหารที่รู้เขารู้เรา ไม่เช่นนั้นไทยจะเสียเปรียบอยู่เรื่องไป เช่น สหรัฐฯ หากจะมาเจรจากับไทยก็จะจ้างบริษัทให้มาสำรวจข้อมูลการตลาดของไทย ก่อนที่มาเจรจาจึงรู้เรื่องเกี่ยวกับไทยทั้งหมด เช่น ใครจะเข้าถึงได้บ้าง ต้องเข้าถึงใครก่อน ตระกูลใดสำคัญทางธุรกิจ ขณะที่ไทยไม่ได้จ้างใครไปศึกษาตลาดของสหรัฐฯเลย
รัฐบาลทักษิณพยายามสร้างนักการทูตบูรณาการ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เช่นกันกับผู้ว่า CEO นายกฯทักษิณลงทุนจ้างศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวิสเทิร์นในมลรัฐอิลลินอยส์มาบรรยาย แต่เป็นภาษาอังกฤษ ผู้ว่าราชการไทยจึงฟังไม่รู้เรื่องและพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ถือเป็นความล้มเหลวในการสร้างผู้รอบรู้ของไทย การสร้างผู้เชี่ยวชาญจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ยัดเยียดภายในวันสองวันหรือเดือนเดียว คนไทยมักคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาอังกฤษและไม่จำเป็นต้องรู้การต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลเสียอย่างมาก เพราะตราบใดที่ยังไม่ได้ปิดประเทศ ไทยเราก็ต้องรู้เขารู้เรา
ไทยเราสร้างนักการทูตที่จะไปประจำอยู่ที่ต่างๆ เพื่อให้พยายามหาตลาดการค้าให้ แต่ก็ทำไม่ได้ นักธุรกิจไทยจึงต้องลำบากออกหาตลาดการค้าเอง ผิดกับสหรัฐฯที่มีนักการทูตการค้าที่รู้เรื่องเศรษฐกิจอย่างดีเข้ามาสำรวจตลาดแล้วส่งข้อมูลกลับไปให้รัฐบาล เช่น ประเทศนี้มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร มีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหน เป็นการปูทางให้นักธุรกิจไปศึกษาก่อนที่จะมาลงทุนในประเทศเหล่านั้น เพื่อจะได้ล็อบบี้หรือเข้าถูกจุด ไทยเราอาจจะทำ Background ความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ แต่ไม่ได้เจาะลึกมากนัก (อ่านข้อมูลในท้ายเอกสารประกอบ)
ปัจจุบันอาจจะสายเกินไปสำหรับไทย เพราะมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่มีการเรียนเรื่องนโยบายการค้าหรือกฎหมายการค้าของแต่ละประเทศ เรียน WTO ก็เพียงเล็กน้อยจึงไม่มีผู้รู้อย่างกระจ่างชัด ทำให้ไทยขาดนักวิเคราะห์ เพราะขาดคนที่มีความรู้พื้นฐานและลึกซึ้ง แค่ปัญหาชายแดนภาคใต้ ไทยเราก็ไม่สามารถเจาะลึกถึงจุด หรือหากเจาะลึกถึงจุดแล้วก็ไม่กล้าพูดเพราะกลัวตาย การที่ไทยขาดผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญอาจมีเหตุจากที่ไม่กล้าเปิดเผยความจริง ดังที่โสเครติสกล่าวว่า ความจริงคือสิ่งไม่ตาย แต่อาจ

3 ความคิดเห็น:

  1. ขออนุญาตค่ะ พอดีสนใจเนื้อหาอยากนำไปใช้ในการวิจัยค่ะ อยากทราบอ้างอิงค่ะ

    ตอบลบ
  2. มีอ้างอิงไหมค่ะ ขออนุญาติสอบถามอ้างอิงหน่อยค่ะ

    ตอบลบ