หน้าเว็บ

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การสร้างนโยบายต่างประเทศ


การสร้างนโยบายต่างประเทศ มีปัจจัยสำคัญ 2 อย่างคือ
1.Internal Factors หรือ Internal Environment สถานการณ์ภายในหรือปัจจัยภายในที่เราจำเป็นต้องคำนึงถึงเพราะมีความสำคัญมาก
2.External Factors หรือ External Environment สถานการณ์ภายนอกหรือปัจจัยภายนอก
เมื่อนำปัจจัยนำเข้า (Inputs) สำคัญทั้ง 2 มารวมกันแล้วจึงนำไปผ่านกระบวนการ ที่มีองค์การ สถาบัน หรือผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ จนกลายมาเป็นนโยบาย (Outputs) และนโยบายก็จะเป็นผลลัพธ์ (Outcomes) ที่ส่งผลสะท้อนกลับไปยังปัจจัยนำเข้าต่างๆ

ปัจจัยภายนอกที่ต้องคำนึงถึง หรือสิ่งที่มีผลกระทบในการสร้างและการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
1.ภาวะเศรษฐกิจโลก เช่นภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซาทำให้การแสวงหาผลประโยชน์ยากขึ้นอีก แต่หากภาวะเศรษฐกิจดีย่อมง่ายต่อการแสวงหาผลประโยชน์
2.การเปลี่ยนแปลงค่าเงิน ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินสกุลใดก็ตามที่มีอิทธิพลต่อเรา ขึ้นอยู่กับว่าเราไปผูกค่าเงินบาทไว้กับเงินสกุลใด ย่อมมีผลกระทบต่อนโยบายต่างประเทศทั้งสิ้น
3.การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย เช่น ทุกประเทศสนใจข่าวของธนาคารแห่งชาติอเมริกันที่ประกาศเพิ่มหรือลดอัตราดอกเบี้ย เพราะไม่ว่าจะเพิ่มหรือลดย่อมมีผลกระทบต่อหลายประเทศทั้งสิ้น โดยเฉพาะผลกระทบด้านการค้า การเงิน เพราะเศรษฐกิจของหลายประเทศได้ติดอยู่กับเศรษฐกิจระบบใหญ่ของสหรัฐ
4.ปริมาณความช่วยเหลือจากต่างประเทศลดลง ทำให้ผลประโยชน์บางอย่างที่พอจะหยิบได้บ้างจากความช่วยเหลือก็จะหมดโอกาสไป ความช่วยเหลือได้ลดลงหลังจากสงครามเย็นสิ้นสุด จนปัจจุบันถือว่าเหลือน้อยมาก
5.สินค้าเกษตรราคาตลาดโลกตกต่ำ นอกจากราคาต่ำแล้วยังถูกกีดกันทางการค้าอย่างไม่น่าเชื่อ
6.การกีดกันทางการค้า (Tariff Barriers and Non-Tariff Barriers)

Tariff Barriers คือการกีดกันการค้าโดยใช้มาตรการทางภาษี เช่น
-สินค้าใดที่มีราคาถูก จนเจ้าของประเทศคิดว่าเป็นการทุ่มตลาดจึงตั้งกำแพงภาษีสูงมาก จนสามารถสร้างเงื่อนไขการต่อต้านการทุ่มตลาด  ( Anti Dumping )
-สินค้าใดที่มีราคาถูกเพราะมีการอุดหนุนจากรัฐบาล เพื่อนำสินค้าไปขายและหวังเงินตราจากต่างประเทศ และมีผลกระทบต่อสินค้าในประเทศของเขา ประเทศนั้นจึงเก็บภาษีสูงเพราะถือว่าสินค้าเกษตรห้ามมีการอุดหนุน
มาตรการห้ามอุดหนุนเป็นมาตรการที่เจ็บแสบ เพราะประเทศที่ร่ำรวยและพัฒนาแล้วได้กีดกันสินค้าจากประเทศยากจน โดยถือสินค้าที่ได้รับการอุดหนุนไม่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของเกษตรกร แต่เป็นการช่วยเหลือจากภาครัฐจึงทำให้ราคาสินค้าถูกลง
ในความเป็นจริงแม้จะไม่มีเงื่อนไขห้ามอุดหนุนเกษตรกร ไทยซึ่งเป็นประเทศยากจนก็ไม่มีทุนมากพอที่จะสามารถอุดหนุนเกษตรกรได้ทั่วถึง ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐประเทศในยุโรป หรือญี่ปุ่น ได้ให้การอุดหนุนเกษตรกรของตนอย่างมากมายมหาศาล งบประมาณการอุดหนุนเกษตรกรแต่ละปีมากกว่างบประมาณของประเทศไทยทั้งประเทศ แต่ไม่มีใครไปว่าได้
ไทยจึงใช้นโยบายอุดหนุนเกษตรกรทางอ้อม และเป็นนโยบายที่จำเป็นต้องทำ เพราะจะช่วยสร้างขีดความสามารถของเกษตรกรในการแข่งขันกับต่างประเทศ (แต่คนทั่วไปจะมองเป็นอย่างอื่น โดยเฉพาะนักการเมืองมองว่าเป็นนโยบายประชานิยม) นโยบายที่ใช้อุดหนุน เช่น
1.นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่อช่วยเหลือคนจน ซึ่งคนจนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและสามารถทำมาหากินได้
2.พักหนี้เกษตรกรรายย่อย ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ เพื่อให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ก่อนถึงจะใช้หนี้ต่อไป
3.กองทุนหมู่บ้าน สร้างให้คนมีรายได้ มีอาชีพ กองทุนหมู่บ้านเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ให้ประชาชนสามารถยืมเงินไปพัฒนาอาชีพของตนเองได้ (แต่สิ่งที่กองทุนหมู่บ้านถูกตำหนิมากที่สุดคือ ชาวบ้านเอาเงินไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น โทรศัพท์มือถือ มอร์เตอร์ไซค์)
ทั้งนี้ทุกนโยบายได้อุดหนุนสังคมเมืองด้วย ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรอย่างเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้ต่างชาติเห็นว่าเราอุดหนุนเกษตรกรอยู่
หากคนที่ศึกษาในการต่างประเทศและรู้จักการแข่งขันจะรู้ว่าขีดความสามารถในการแข่งขันได้มีความสำคัญอย่างไร เช่น การตั้ง SME เพราะการแข่งขันมากจึงต้องโอบอุ้มผู้ลงทุนรายย่อยที่ไม่มีทุน และไม่มีความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติได้
รัฐบาลปัจจุบันใช้นโยบายคู่ขนาน (Dual Track) เป็นกลยุทธ์สำคัญในการผลักดันนโยบายต่างประเทศทางเศรษฐกิจ นโยบายคู่ขนานคือ
1.การพัฒนาภายในประเทศให้แข็งแรง พัฒนาระดับรากหญ้าทั้งหลายให้สามารถส่งผลิตภัณฑ์ไปขายกับต่างประเทศได้ หรือเป็นการสร้างเนื้อสร้างตัวให้พร้อม
2.การแสวงหาตลาดใหม่ ส่งเสริมการค้า เป็นเรื่องของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
นโยบาย Dual Track จึงเป็นที่มาของคำว่าทักษิโณมิกส์ ตั้งชื่อโดยประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ เพราะเห็นว่าเป็นนโยบายที่ดีจึงอยากนำไปปฏิบัติตามเพื่อพัฒนาประเทศสองแนวทางพร้อมกัน (แต่ภายหลังนโยบายนี้ได้กลายเป็นระบอบทักษิณไป)
จากการห้ามประเทศยากจนอุดหนุนเกษตรกรรม แต่ประเทศที่ร่ำรวยกลับทำการอุดหนุนเกษตรกรรมเสียเอง อาจารย์บอกว่าเป็นปลาใหญ่กินปลาเล็ก ประเทศยากจนที่จะอุดหนุนยังต้องหาเงินด้วยความลำบากแต่กลับถูกห้าม ดังนั้นกรณีของการอุดหนุนทำให้ 18 ประเทศเกษตรกรรมที่เรียกว่ากลุ่มเครนส์ ตราบใดที่ประเทศใหญ่ๆไม่เลิกอุดหนุน ประเทศเหล่านี้ก็จะไม่เข้าไปเจรจากับ WTO เลยทำให้การทำงานของ WTO ถูกต่อต้านมาตลอด ประเทศใหญ่ๆที่ร่ำรวยจึงไม่สามารถใช้กลไกของพหุภาคีได้ จึงออกมาทำสนธิสัญญาที่เรียกว่า FTA เพื่อหาประโยชน์ทางการค้าอย่างน้อยก็ให้เท่ากับผลประโยชน์ของเขาที่เคยได้

Non-Tariff Barriers คือมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช้ภาษี ประกอบด้วย
-มาตรการด้านคุณภาพสินค้า ประเด็นนี้จะเป็นปัญหาสำหรับประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรอย่างมาก เพราะสินค้าเกษตรกรรมยากที่จะควบคุมให้ได้คุณภาพมาตรฐานตามที่ต่างชาติต้องการ เช่น ควบคุมความหวานของมะม่วงน้ำดอกไม้ ควบคุมขนาดและเส้นผ่าศูนย์กลางของผลให้ได้ตามมาตรฐาน
ขณะสินค้าอุตสาหกรรมที่ส่งมาขายเมืองไทย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ ฯลฯ เราไม่สามารถรู้ได้ว่าคุณภาพดีตามที่เขาอ้างหรือไม่ บางครั้งโทรทัศน์สีที่ใช้มาหลายปีเพิ่งจะมาบอกว่ามีรังสีที่ก่อให้เกิดพิษภัยต่อร่างกาย ให้เลิกใช้ สาเหตุส่วนหนึ่งที่เราไม่รู้เพราะมาตรฐานของเราต่ำกว่าของเขา ดังนั้นคุณภาพของสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมจึงต่างกันมาก สินค้าเกษตรกรรมมีโอกาสเสียมากกว่า เช่น ส่งมะม่วงไปยุโรปใช้เวลาในการขนส่งนาน พอไปถึงมะม่วงอาจจะเสียและถูกตีกลับได้ ขณะที่คอมพิวเตอร์ย่อมไม่มีราขึ้นแน่นอน
หรือหากไม่มี ISO ก็ไม่สามารถนำสินค้าไปขายยังประเทศที่เจริญแล้วได้ ไทยจึงจำเป็นต้องจ้างชาวต่างชาติให้มาช่วยทำให้ (ISO ทำตั้งแต่ 9000 จนถึง 10,000 เป็น ISO สิ่งแวดล้อม เมื่อทุกประเทศทำ ISO หมดก็ส่งสินค้าไปแข่งขันกันดารดาษเหมือนเดิม)
-มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ต่างประเทศไม่ซื้อสินค้าประเภท กุ้ง ปลาจากไทย เพราะไทยไม่มีเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานในการจับปลา จับกุ้ง เพราะมีผลทำให้เต่าทะเลตายไป 3 ตัว โดยอ้างว่าไทยเป็นประเทศที่ทำลายสิ่งแวดล้อม
แต่จริงๆแล้วประเทศอุตสาหกรรมต่างหากที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ยิ่งมีอุตสาหกรรมหนักเท่าไร การทำลายสิ่งแวดล้อมก็หนักเท่านั้น เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมหนักกว่าประเทศเกษตรกรรม สาร PFC หรือปรากฏการณ์เรือนกระจกต่างๆมาจากประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งนั้น สหรัฐยังไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโต เพราะพิธีสารเกียวโตเป็นพิธีสารที่ให้แต่ละประเทศมาลงชื่อเพื่อช่วยลดมลภาวะของโลก รัฐบาลสหรัฐจึงถูกห้ามจากบรรษัทข้ามชาติ เพราะหากไปลงนามในพิธีสารเกียวโต บริษัทน้ำมัน บริษัทที่ผลิตสารเคมีต่างๆจะต้องเพิ่มรายจ่ายในการทำสิ่งแวดล้อมให้สะอาด คือไม่ปล่อยสารพิษ หรือสิ่งที่เป็นพิษต่อบรรยากาศของโลก ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้นและทำให้กำไรน้อยลง
-เป็นประเทศประชาธิปไตย หากประเทศใดไม่เป็นประชาธิปไตยก็จะไม่ค้าขายด้วย เช่น พม่าที่ประสบปัญหานี้อย่างมาก
7.ราคาน้ำมัน เป็นตัวสำคัญที่ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจมีปัญหา และทำให้นโยบายต่างประเทศทำงานลำบากมากขึ้นในการหาตลาดต่างประเทศ
8.ภัยธรรมชาติ เป็นภัยร่วมกัน เช่น สึนามิ ปัจจุบันภัยพิบัติจากธรรมชาติมีมากและถี่ขึ้น ประเทศใดที่ประสบภัยพิบัติมากเท่าไหร่ ความคล่องตัวทางเศรษฐกิจก็ลดลง
9.โรคระบาด เช่น ซารส์ ไข้หวัดนก เช่น หากพบว่ามีไข้หวัดนกในไทยก็จะทำให้ไม่สามารถขายไก่ได้ แต่หากพบไข้หวัดนกในประเทศอื่นก็จะทำให้ไทยขายไก่ได้ ดังนั้นผลของโรคระบาดมีทั้งบวกและลบ แต่จะมีลบมากกว่า
10.New World Order ประกาศโดยจอร์จ บุช ในปีค.ศ. 1992 หลังจากที่อดีตสหภาพโซเวียตล่มสลายไปแล้ว โดยประกาศให้ชาวโลกยึดถือปฏิบัติว่า ต่อไปนี้ทั่วโลกจะต้องมีความเป็นประชาธิปไตย ต้องเคารพสิทธิมนุษย์ และต้องดำเนินการค้าแบบเสรี ประเทศใดไม่ทำตามจะไม่ได้รับการยอมรับ
11.FTA (Free Trade Area) ปัจจุบันทุกประเทศต้องมีการค้าเสรี ประเทศใดที่ไม่มีการค้าเสรีถือว่าไม่เป็นสากล ด้วยเหตุนี้กฎระเบียบขององค์การระหว่างประเทศ เช่น WTO, IMF, IBRD จึงเน้นความเป็นเสรีทั้งสิ้น เสรีทั้งทางด้านการค้า การลงทุน การเงิน แต่การค้าเสรีเกิดขึ้นกับประเทศเล็กๆเท่านั้น ส่วนประเทศใหญ่มักจะปกป้องการค้าของตน เช่น เหล็กกล้าที่ส่งไปสหรัฐ ได้กระทบกระเทือนกับสินค้าในประเทศ จึงใช้มาตรการขึ้นภาษีเหล็กกล้า เพื่อให้ราคาเหล็กกล้านำเข้าสูงกว่าเหล็กกล้าในประเทศ
12.สิทธิมนุษยชน (Human Rights) สิทธิมนุษยชนมี 3 ประการเด่นคือ
-มวลมนุษย์ทั้งหลาย มีสิทธิในการกำหนดโชคชะตาของตัวเอง เช่นอาชีพ ความเป็นอยู่ การเมืองการปกครอง
-แรงงาน การคุ้มครองเด็ก สตรี เพื่อไม่ให้ถูกใช้แรงงานหนักเกินไป แต่ประเทศยากจนจำเป็นต้องให้เด็กช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงินบ้างไม่อย่างนั้นก็จะอยู่ลำบากเพราะไม่มีเงินใช้ แต่ประเทศที่ร่ำรวยแล้วไม่เข้าใจปัญหานี้เท่าไรนัก เช่น ประเทศในกลุ่มเปอร์เซียซึ่งมีชื่อในการทำพรมเพราะเป็นพรมที่ทำด้วยมือ มีคุณภาพดี แต่พรมของเปอร์เซียกลับไปมีผลกระทบต่อพรมที่ผลิตในประเทศสหรัฐ สหรัฐจึงอ้างว่าเปอร์เซียใช้แรงงานเด็กกีดกันสินค้านี้
-มนุษย์ทุกคนจะต้องไม่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (แต่เป็นเรื่องแปลกที่คนที่ทำทารุณกรรมคนอื่น กลับมาอ่อนแอเมื่อถูกจับได้ เช่น ป่วยเป็นโรคหัวใจมาฟังคำตัดสินไม่ได้ เป็นต้น) เช่น ประธานาธิบดีสโลโมดาน มิโลเซวิคของเซอร์เบียที่กำลังถูกดำเนินคดีอยู่, ผู้นำเขมรแดงจะต้องถูกขึ้นศาลเพราะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนไปเกือบสองล้านกว่าชีวิต แต่ในที่สุดจำเลยทั้งสองคนนี้ก็ตายไปเสียก่อนได้รับโทษ
สหรัฐใช้สิทธิมนุษยชนกับจีนเพื่อป้องกันนำสินค้าเข้า โดยอ้างว่าจีนละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น กรณีจัตุรัสเทียนอันเหมิน (เป็นกรณีที่รัฐบาลจีนใช้กำลังปราบปรามนักศึกษาที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว แต่สหรัฐก็ยังใช้อ้างเพื่อป้องกันสินค้าจากจีนอยู่
เหตุการณ์ที่ต่างชาติกล่าวหาว่าไทยละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น เหตุการณ์โรงพยาบาลราชบุรี ที่ทหารทำวิสามัญฆาตกรรมกับกลุ่มโจร และ กรณี อ.ตากใบ เป็นต้น
อาจารย์บอกว่าปัจจุบันสิทธิมนุษยชนเริ่มสับสนวุ่นวาย ไม่ได้เป็นไปตามมนุษยชนดั้งเดิมทั้ง 3 อย่างเบื้องต้น
13.สถานการณ์การเมืองโลก  เป็นเรื่องสำคัญมากทำให้เราต้องติดตามข่าวสารตลอดเวลา เพราะประเทศใดก็ตามที่กำลังมีปัญหาหรือขัดแย้งกันอยู่ย่อมส่งผลกระทบกับเราทั้งสิ้น และควรวางนโยบายต่างประเทศให้เหมาะสมกับสถานการณ์การเมืองโลกด้วย
14.ความมั่นคงใหม่  ความมั่นคงใหม่จะต่างจากความมั่นคงเก่า เพราะความมั่นคงเก่าเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ กำลังทหาร แต่ความมั่นคงใหม่มีเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ (ถูกละเมิด หลอกลวง ต้มตุ๋น) ความมั่นคงในทรัพยากรธรรมชาติ(ที่ถูกทำลายไปมากแล้ว) ปัญหาอาชญากรข้ามชาติที่มีมากขึ้น ปัญหายาเสพติด
15.บทบาทและอิทธิพลของตัวแสดง เช่น
-รัฐ โดยเฉพาะรัฐที่มีอำนาจจะมีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะรัฐใหญ่ๆที่สร้างปัญหาให้ เช่น การทำ FTA ซึ่งเราไม่สามารถปฏิเสธได้
-องค์การระหว่างประเทศ เช่น UN, IMF, IBRD, WTO, ADB ที่ตกเป็นเครื่องมือของรัฐใหญ่ไปแล้ว ย่อมมีผลกระทบต่อการวางนโยบายต่างประเทศทั้งสิ้น
-บรรษัทข้ามชาติ เป็นตัวแสดงที่น่ากลัวเพราะแทรกแซงกิจการในประเทศอย่างมาก ปัญหาในอนาคตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงคือปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา เพราะทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิ่งที่สะสมและพัฒนาเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา เพื่อผลิตสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ (คนไทยมักจะตามเทคโนโลยีนี้อยู่เสมอ ซึ่งอาจารย์บอกว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และเป็นเทคโนโลยีที่ไม่มีวันสิ้นสุด)
หากบรรษัทข้ามชาติซึ่งเป็นเจ้าของ GMO สามารถวิจัยได้สำเร็จ ก็จะทำให้บรรษัทร่ำรวยขึ้นมาก และจะกลายเป็นผู้ผูกขาดด้านอาหาร ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของโลกไป
-ผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ ขณะที่ประเทศใดมีวิกฤตการณ์ผู้ก่อการร้ายข้ามชาติสามารถทำงานได้เต็มอัตรา ทำให้เกิดความวุ่นวายและทำให้สถานการณ์โลกไม่ปกติ เช่น เหตุการณ์ 911
16.โลกาภิวัตน์ ได้สร้างปัญหาให้ไทยมาก อาจารย์ถือว่าโลกาภิวัฒน์เป็นส่วนช่วยกระพือให้บรรษัทข้ามชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์อย่างรวดเร็ว กว้างขวางและลึก เหมือนการก่อไฟที่ต้องการแรงพัด และแรงพัดนั่นแหละคือโลกาภิวัฒน์ ปัญหาที่ว่าจะซึมเข้าไปทุกแห่งหน ไม่มีประเทศใดสามารถปฏิเสธโลกาภิวัฒน์ได้ แต่จะเข้าไปอย่างกว้างและลึกแค่ไหนขึ้นอยู่กับแรงต้านของประเทศนั้นๆเอง
ประเทศที่เปิดกว้างอย่างไทยทำให้โลกาภิวัฒน์จะเข้าไปในทุกซอกทุกมุม สามารถสื่อต่างๆถึงเราหมด และสิ่งที่เกิดขึ้นคือโลกาภิวัฒน์ผลักดันวัฒนธรรมตะวันตกให้ไทย เช่น การกิน การอยู่ การดำเนินชีวิตของไทยเป็นเหมือนตะวันตกขึ้นทุกวัน อาจารย์มักจะเรียกวัฒนธรรมที่มากับโลกาภิวัฒน์ว่าวัฒนธรรมจำแลง คือเข้ามาเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของไทยจากเดิมไปแทบจะหมดสิ้น
โลกาภิวัฒน์ยังส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจ หากไม่มีความรวดเร็วของ E ทั้งหลาย เช่น E-Commerce, E-Bank ไทยก็จะไม่ถูกโจมตีง่ายนัก แต่เพราะไทยได้เปิดเสรีไปแล้ว เงินเข้า-ออกจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว ความเจริญทางคอมพิวเตอร์จึงมากระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยโดยเฉพาะยุค IMF โลกาภิวัฒน์ทำให้เราเห็นการเมืองของต่างประเทศ ทำให้มีการเรียกร้องต่างๆเช่นสิทธิเสรีภาพ
17.แนวคิดในการพัฒนาประเทศ โดย IBRD ได้มีทฤษฎีของการไหลลง (Trickle Down Theory) การพัฒนาอุสาหกรรมเป็นการพัฒนาอยู่ข้างบนโดยผู้ร่ำรวยหรือมีความรู้ และผลของการพัฒนาได้ไหลลงสู่คนระดับล่าง เช่น คนระดับล่างได้ค่าจ้างแรงงาน มาตรการทางภาษี เศรษฐกิจดี มีเสถียรภาพ
แต่ความเป็นจริงกลับเป็น Trickle Up สิ่งที่ไหลเวียนลงมาถูกดูดกลับคืนไปเหมือนเศรษฐกิจแบบเครื่องดูดฝุ่น ดังนั้นคนระดับล่างจะไม่ได้รับผลพ่วงจากการพัฒนาเลย เพราะมันไหลย้อนกลับขึ้นไปเหมือนเดิม คนจนก็จนเหมือนเดิม กว่า 30 ปีที่ไทยใช้แผนพัฒนาประเทศจากแผนฯ 1-7 คนไทยส่วนมากของประเทศก็ยังไม่ได้ดีขึ้น
สรุปปัญหา ความเจริญทางเศรษฐกิจยังไม่ถึงคนจน เพราะคนจนยังไม่มีส่วนทำให้เกิดความเจริญเติบโต ดังนั้นประเทศที่จะเจริญจริงคนจนจะต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น