หน้าเว็บ

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

นโยบายต่างประเทศและผลประโยชน์แห่งชาติ

นโยบายต่างประเทศ (Foreign Policy)
                นโยบายต่างประเทศ คือแนวทางหรือยุทธศาสตร์ (Strategy หรือ Planning) ที่รัฐบาลของแต่ละรัฐจะเข้าไปสัมพันธ์กับผู้แสดงบทบาทอื่นทั้งที่เป็นรัฐและไม่ใช่รัฐ เช่น สหรัฐฯกำหนดนโยบายต่อสู้กับขบวนการก่อการร้ายโดยกำหนดว่าจะใช้สงครามลงมือโจมตีก่อน (Strategy คือแนวทาง/แผนการที่จะเอาชนะคู่แข่ง สามารถใช้ได้กับทุกด้าน เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การทหาร) รัฐทุกรัฐจึงต้องมีเป้าหมาย (Goal) เป้าหมายที่สำคัญคือผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest) และผลประโยชน์แห่งชาติก็จะเป็นตัวชี้นำว่ารัฐจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร
                ผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest)
ผลประโยชน์แห่งชาติ คือสิ่งต่างๆ ที่รัฐต้องการ ปรารถนา และจำเป็น สิ่งเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในดินแดนของตนเอง แต่อยู่ ณ ดินแดนอื่น เช่น สินค้า การบริการ ทรัพยากรธรรมชาติ แร่ธาตุ วัตถุดิบ แรงงาน น้ำมัน พลังงานเทคโนโลยี ตลาดการค้า ตลาดการเงิน การลงทุนต่างประเทศ อาวุธ การช่วยเหลือต่างประเทศ หรือความมั่นคง ในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ รัฐทุกรัฐต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติเป็นเป้าหมายสำคัญและต้องทำให้บรรลุเป้าหมายนั้น
รัฐต่างๆ จะมีวิธีการหรือเครื่องมือที่นำมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้ ซึ่งทุกรัฐไม่ได้มีเครื่องมือพร้อมทุกด้าน ประเทศพัฒนาแล้วจะมีขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจ การเมืองและทหารมากกว่าประเทศอื่น จึงมีเครื่องมือที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายมากกว่า ขณะที่ประเทศเล็กโอกาสที่จะมีเครื่องมือที่จะทำให้เป้าหมายบรรลุจึงมีน้อย จึงต้องอาศัยประเทศอื่นช่วย เช่น ร่วมมือกับประเทศต่างๆ ยืมเครื่องมือของประเทศที่มีพร้อมกว่า
เครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่สำคัญมี 3 ด้าน ได้แก่
1.เครื่องมือทางทหาร (Military Instruments) รัฐจะต้องมีขีดความสามารถทางทหารจึงจะใช้เครื่องมือประเภทนี้ได้ เช่น มีอาวุธยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางทหาร ความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญที่จะใช้อาวุธเหล่านั้น วิธีการให้ได้มาซึ่งเป้าหมายที่ต้องการคือ เช่น สงคราม การคุกคามทางทหาร การแข่งขันกำลังอาวุธ การซ้อมรบ
ทุกประเทศไม่ได้มีเครื่องมือทางทหาร เช่น ลิเบียมีเงินมากพอที่จะซื้อเครื่องมือทางทหารที่ทันสมัย เช่น เครื่องบิน รถถัง อาวุธ เทคโนโลยีทางทหาร แต่ก็ขาดทหารที่มีความรู้ความสามารถในการใช้เครื่องมือเหล่านั้น ลิเบียจึงเอารถถังไปจอดกลางทะเลทราย ทำให้ทรายปลิวเข้าไปในรถจนไม่สามารถใช้การได้ ช่วงรบก็ต้องจ้างทหารรับจ้างจากประเทศอื่น ทำให้ต้องเสียโอกาสและผลประโยชน์ เช่น ทศวรรษ 1970s ลิเบียพยายามสร้างอาณาจักรของศาสนาอิสลามจึงยกทัพไปตีประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อียิปต์ ซีเรีย เอธิโอเปีย ซูดาน แต่ไม่สำเร็จเพราะทหารขาดความรู้ความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธ
ประเทศไทยต้องการซื้อเรือดำน้ำ เพราะประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศได้ซื้อไปแล้ว แต่ไทยก็ไม่มีเงิน การที่จะอวดศักดาในอ่าวไทยจึงทำได้ยาก ไทยจึงเป็นต้องเป็นสัมพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐฯและร่วมซ้อมรบทุกปี เพื่อแสดงให้ประเทศอื่นเห็นว่าไทยมีประเทศอื่นคอยปกป้องช่วยเหลืออยู่ เครื่องมือทางทหารมีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศว่า ประเทศตนมีความพร้อมที่จะดำเนินนโยบายด้านนี้หรือไม่
2.เครื่องมือทางเศรษฐกิจ (Economic Instruments) มีความสำคัญมากในยุคหลังสงครามเย็น ประเทศนั้นจะต้องมีขีดความสามารถทางเศรษฐกิจก่อนจึงที่จะใช้เครื่องมือนี้ได้ เช่น ตลาดการค้า ตลาดการเงิน ตลาดลงทุน งบประมาณเพียงพอ รายได้ของประเทศเพียงพอ และมีขีดความสามารถทางทหาร เช่น สหรัฐฯโอกาสที่มีตลาดการค้าอันเป็นที่หมายปองของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา สหรัฐฯจึงใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจบังคับให้ประเทศอื่นทำตามความต้องการของตน หากใครไม่ทำตามก็จะแซงชั่นทางเศรษฐกิจ (การแซงชั่นทางเศรษฐกิจ คือมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ เพื่อบีบบังคับหรือโน้มน้าวจูงใจให้ผู้แสดงบทบาทที่เป็นเป้าหมายปฏิบัติตามความต้องการของตน)
ประเทศไทยไม่สามารถใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจได้เต็มที่ ถึงแม้เศรษฐกิจของเราจะดีกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นก็ตาม เพราะยังไม่มีความมั่งคั่งพอที่จะไปแซงชั่นประเทศอื่นได้ เช่น ไทยเกิดกรณีพิพาทกับสหรัฐฯเรื่องญัตติเบิร์ก ปีค.ศ.2000 สหรัฐฯออกกฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านการทุ่มตลาดว่า หากเก็บภาษีการต่อต้านการทุ่มตลาดหรือภาษีต่อต้านการอุดหนุนจากประเทศที่ส่งสินค้าไปสหรัฐฯได้ ให้เอาเงินภาษีที่เก็บได้ให้บริษัทที่ทำการฟ้องร้อง ประเทศต่างๆ 9 ประเทศจึงรวมตัวกันต่อต้าน เช่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย เม็กซิโก แคนาดา ไทย บราซิล เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้ทำการฟ้องร้องไปที่องค์กรระงับข้อพิพาทของ WTO ผลการตัดสินคือกลุ่มที่ฟ้องร้องเป็นฝ่ายชนะ แต่สหรัฐฯไม่ยอมปฏิบัติตามคำตัดสิน สหภาพยุโรปจึงทำการแซงชั่นเพื่อให้ยกเลิกญัตติเบิร์ก ไทยเราไม่กล้าแซงชั่นเพราะกลัวถูกสหรัฐฯตัด GSP และไทยก็ไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะไปแซงชั่นได้ เพราะหากถูกโต้ตอบการแซงชั่นแล้วไทยเราก็จะได้รับผลประทบตามมา
การให้กู้ยืมเงินหรือการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะกดดันให้ประเทศอื่นปฏิบัติตามที่ตนต้องการ เช่น นายกฯทักษิณพยายามโน้มน้าวชักจูงให้ประเทศเพื่อนบ้านหันมาสนับสนุนให้การดำเนินนโยบายของไทยสำเร็จ เช่น ให้พม่ากู้ยืมเงิน 4,000 ล้านเหรียญ แต่ปัจจุบันก็เป็นคดีฟ้องร้องเพราะนายกฯทักษิณอนุมัติเงินกู้โดยไม่มีการลงนามในสัญญา และให้กู้เงินเพื่อซื้อสินค้าจากบริษัทของชินคอร์ป
ช่วงที่ไทยสามารถใช้หนี้ IMF ได้ก่อนกำหนดก็ฮึกเหิมว่าตนมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น จึงประกาศว่าจะเป็นผู้ให้ไม่ใช่ผู้รับอีกต่อไป แต่ไทยก็ช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านได้ไม่มากนัก การให้พม่ากู้ยืมเงินก็มีข้อแลกเปลี่ยน เช่น ให้พม่าเปิดทางให้ธุรกิจแก๊ส ป่าไม้ หรือการลงทุนต่างๆ เนื่องจากเครื่องมือทางเศรษฐกิจของไทยไม่พร้อมเพราะมีเงินให้ประเทศอื่นกู้ไม่มากนัก ในประเทศเองก็ไม่มีเงินมากพอ ส่วนประเทศพัฒนาแล้วจะมีความพร้อมจึงสามารถใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจได้มากกว่าประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา
 3.เครื่องมือทางการทูต/เครื่องมือทางการเมือง (Diplomatic Instruments/ Politics Instruments) จะใช้การเจรจาเป็นหลัก นอกจากใช้ในทางการเมืองแล้ว เครื่องมือทางการทูตยังสามารถนำมาใช้ทางด้านการค้า ทางเศรษฐกิจและทางทหารได้อีกด้วย การที่จะมีเครื่องมือทางการทูตหรือทางการเมืองได้ดีจะต้องเจรจาเก่ง สามารถพูดโน้มน้าวใจได้ดี ที่สำคัญ นักการทูตจะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตนเองไปเจรจา เช่น ไทยทำ FTA กับจีน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น แต่ขาดนักการทูตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการค้า นโยบายการค้า และกฎหมายการค้าของประเทศคู่ค้า ในสมัยรัฐบาลทักษิณ มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้แค่ไม่กี่คน การเจรจาแต่ละครั้งก็ต้องรอวิ่งรอบ เช่น ไทยเลื่อนนัดเจรจาการค้ากับญี่ปุ่นหลายครั้ง เพราะนักการทูตที่รู้เรื่องการค้าของญี่ปุ่นกำลังไปเจรจากับประเทศอื่นอยู่ นายกฯทักษิณจึงโกรธมากเพราะทำให้ไทยเสียประโยชน์ เนื่องจากผลประโยชน์การค้าและเศรษฐกิจไม่สามารถรอได้
นักล็อบบี้จะต้องรู้เรื่องกฎหมายและกระบวนการร่างกฎหมาย นโยบายการค้า การลงทุน การเงิน และการเมืองภายในของรัฐที่ไปเจรจาด้วย คือต้องรอบรู้ทั้งหมดจึงจะสามารถเข้าไปเจรจาด้วยได้ ซึ่งไทยขาดกลุ่มคนเหล่านี้ เช่น ไทยทำ FTA กับประเทศต่างๆ ผู้ที่เตรียมเรื่องให้ไปเจรจาคือข้าราชการซี 4-5 ซึ่งบางคนเป็นข้าราชการเข้าใหม่ที่เพิ่งเรียนจบจากต่างประเทศ รู้เฉพาะกฎของ WTO แต่ไม่รู้เรื่องการปฏิบัติ เวลาเจรจาก็จะกางกฎของ WTO เอาไว้ เวลาร่างข้อเจรจาก็จะพยายามไม่ให้ขัดกับกฎของ WTO แต่พอไปเจรจากับประเทศใหญ่อย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น หรือจีน ประเทศเหล่านี้จะไม่ดูเฉพาะกฎของ WTO แต่จะต้องรู้ข้อกฎหมายของพวกเขาที่มีลูกล่อลูกชนที่บิดเบือนจากช่องโหว่ของ WTO
การที่ไทยไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ การเจรจาทุกครั้งจึงทำให้ไทยต้องเสียเปรียบทุกครั้ง เช่น การเจรจากับจีน ไทยเราก็ไม่รู้ว่าเคยมีข้อตกลงเกี่ยวกับใบอนุญาตและไม่รู้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีของจีนที่แต่ละมณฑลมีอยู่ ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ต้องไปจ้างบริษัทล็อบบี้ของสหภาพยุโรปให้ศึกษากฎหมายการค้าของสหภาพยุโรป เพราะคนไทยไม่มีความรู้เรื่องนี้
ไทยมีข้อด้อยที่ไม่รู้เขารู้เรา ประเทศอื่นจึงยื่นข้อเสนอที่มีสิ่งแอบแฝง เช่น ข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องเหล็กที่ญี่ปุ่นจะมาลงทุนในไทยและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ ลงนามในวันที่ 3 เมษายน ค.ศ.2007 ผลออกมาคือญี่ปุ่นไม่ยอมทำ ไทยเราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีเครื่องมือทางเศรษฐกิจหรือทางทหารไปบีบบังคับให้เขาทำตาม ดังนั้น ไทยจึงต้องสร้างนักเจรจา/นักการทูตทั้งการค้า การเงิน เศรษฐกิจ และการทหารที่รู้เขารู้เรา ไม่เช่นนั้นไทยจะเสียเปรียบอยู่เรื่องไป เช่น สหรัฐฯ หากจะมาเจรจากับไทยก็จะจ้างบริษัทให้มาสำรวจข้อมูลการตลาดของไทย ก่อนที่มาเจรจาจึงรู้เรื่องเกี่ยวกับไทยทั้งหมด เช่น ใครจะเข้าถึงได้บ้าง ต้องเข้าถึงใครก่อน ตระกูลใดสำคัญทางธุรกิจ ขณะที่ไทยไม่ได้จ้างใครไปศึกษาตลาดของสหรัฐฯเลย
รัฐบาลทักษิณพยายามสร้างนักการทูตบูรณาการ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เช่นกันกับผู้ว่า CEO นายกฯทักษิณลงทุนจ้างศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวิสเทิร์นในมลรัฐอิลลินอยส์มาบรรยาย แต่เป็นภาษาอังกฤษ ผู้ว่าราชการไทยจึงฟังไม่รู้เรื่องและพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ถือเป็นความล้มเหลวในการสร้างผู้รอบรู้ของไทย การสร้างผู้เชี่ยวชาญจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ยัดเยียดภายในวันสองวันหรือเดือนเดียว คนไทยมักคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาอังกฤษและไม่จำเป็นต้องรู้การต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลเสียอย่างมาก เพราะตราบใดที่ยังไม่ได้ปิดประเทศ ไทยเราก็ต้องรู้เขารู้เรา
ไทยเราสร้างนักการทูตที่จะไปประจำอยู่ที่ต่างๆ เพื่อให้พยายามหาตลาดการค้าให้ แต่ก็ทำไม่ได้ นักธุรกิจไทยจึงต้องลำบากออกหาตลาดการค้าเอง ผิดกับสหรัฐฯที่มีนักการทูตการค้าที่รู้เรื่องเศรษฐกิจอย่างดีเข้ามาสำรวจตลาดแล้วส่งข้อมูลกลับไปให้รัฐบาล เช่น ประเทศนี้มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร มีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหน เป็นการปูทางให้นักธุรกิจไปศึกษาก่อนที่จะมาลงทุนในประเทศเหล่านั้น เพื่อจะได้ล็อบบี้หรือเข้าถูกจุด ไทยเราอาจจะทำ Background ความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ แต่ไม่ได้เจาะลึกมากนัก (อ่านข้อมูลในท้ายเอกสารประกอบ)
ปัจจุบันอาจจะสายเกินไปสำหรับไทย เพราะมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่มีการเรียนเรื่องนโยบายการค้าหรือกฎหมายการค้าของแต่ละประเทศ เรียน WTO ก็เพียงเล็กน้อยจึงไม่มีผู้รู้อย่างกระจ่างชัด ทำให้ไทยขาดนักวิเคราะห์ เพราะขาดคนที่มีความรู้พื้นฐานและลึกซึ้ง แค่ปัญหาชายแดนภาคใต้ ไทยเราก็ไม่สามารถเจาะลึกถึงจุด หรือหากเจาะลึกถึงจุดแล้วก็ไม่กล้าพูดเพราะกลัวตาย การที่ไทยขาดผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญอาจมีเหตุจากที่ไม่กล้าเปิดเผยความจริง ดังที่โสเครติสกล่าวว่า ความจริงคือสิ่งไม่ตาย แต่อาจ

ปัจจัยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ปัจจัยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

1. ปัจจัยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับต่างประเทศ  แบ่งเป็น 2 ส่วน  คือ
               1.1 ปัจจัยภายในประเทศไทย
-   สภาพการเมืองภายในของไทย (อุดมการณ์ทางการเมือง  ระบบการเมือง  ปัจจัย-เกี่ยวกับสภาพผู้นำทางการเมือง  บทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ มติมหาชน ฯลฯ)
-   ปัจจัยด้านประวัติศาสตร์  (ความเป็นไปในทางประวัติศาสตร์หรือความสัมพันธ์ที่ไทยมีกับประเทศนั้นๆ ในอดีต  ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศที่ต้องการอธิบาย)
-   ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ (สภาพที่ตั้งของประเทศ  การมีพรมแดนติดต่อกัน  การเป็นจุดยุทธศาสตร์  การต้องอาศัยพึ่งพากันในฐานะที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นจุดที่มี
เมืองท่าในการขนส่งสินค้า  หรือประเทศใดประเทศหนึ่งต้องอาศัยประเทศอีกประเทศหนึ่งในการติดต่อกับประเทศอื่นๆ ฯลฯ)
-   ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ  (ระบบเศรษฐกิจ  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  แนวนโยบายของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ ฯลฯ)
-   ปัจจัยด้านสังคมและวัฒนธรรม  (ความคล้ายคลึงหรือความแตกต่างกันทางด้านวัฒนธรรม  ศาสนา  ขนบประเพณี  ความเชื่อต่างๆ อัตลักษณ์เฉพาะตนของแต่ละประเทศ  ความรู้สึกหวาดระแวงคนต่างชาติ ฯลฯ)
     1.2 ปัจจัยภายนอกประเทศไทยหรือปัจจัยระหว่างประเทศ
-   สภาพการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่ไทยตั้งอยู่
-   สภาพการเมืองระหว่างประเทศระดับโลก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจที่ส่งผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทย
-   ทิศทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของประเทศที่ประเทศไทยไปมีการติดต่อด้วย

2. นโยบายต่างประเทศของไทย
ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของประเทศต่างๆ ลักษณะของนโยบายต่างประเทศมีทั้งนโยบายที่ใช้วิธีการทหารและวิธีการทูต  ลักษณะนโยบายต่างประเทศของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีหลายนโยบาย  อาทิ นโยบายการทูตบรรณาการ  นโยบายสร้างรัฐกัน-กระทบ  นโยบายแบ่งแยกและปกครอง  นโยบายรักษาสถานภาพเดิม  นโยบายเผชิญหน้าทางทหาร  นโยบายแผ่ขยายอำนาจ  นโยบายแสวงหาพันธมิตร  นโยบายถ่วงดุลระหว่างมหาอำนาจ  นโยบาย-สนลู่ลม  นโยบายพึ่งพิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  นโยบายรอบทิศทาง  นโยบายเกี่ยวพันอย่างสร้างสรรค์  เป็นต้น
3. ลักษณะการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ  แบ่งออกเป็น
   3.1 ความสัมพันธ์ทางด้านการเมือง ซึ่งจะแสดงออกในลักษณะของการติดต่อสัมพันธ์กันในเชิงการทูต  การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรระหว่างกันทั้งในเวทีการเมืองระหว่างประเทศระดับโลกและระดับภูมิภาค (ทั้งนี้  การเป็นพันธมิตรจะมีรูปแบบในการดำเนินการได้หลากหลายรูปแบบ)  การแสดงออกซึ่งการสนับสนุนหรือการไม่สนับสนุนนโยบายหรือการดำเนินการของประเทศที่ไทยไปมีความสัมพันธ์ด้วยในรูปแบบต่างๆ
3.2 ความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ   ซึ่งจะครอบคลุมในเรื่องของการค้า  การลงทุน 
การให้ความช่วยเหลือในทางเศรษฐกิจ  การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ  การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของไทยที่ส่งผลกระทบต่อประเทศที่ไทยไปมีความสัมพันธ์ด้วย  หรือ  การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศที่ไทยไปมีความสัมพันธ์ด้วย    ซึ่งผลกระทบต่อประเทศไทย
3.3 ความสัมพันธ์ทางด้านการทหาร  แสดงออกให้เห็นเป็นรูปธรรมในลักษณะของการเป็นพันธมิตรทางทหาร  การช่วยเหลือสนับสนุนกันทางด้านกองกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งในรูปของการแลกเปลี่ยนซื้อขายอาวุธระหว่างกัน  การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการทหาร 
การร่วมฝึกซ้อมรบ เป็นต้น

3.4 ความสัมพันธ์ทางด้านสังคมและวัฒนธรรม  อาจจะพิจารณาได้จากการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน  การให้ความช่วยเหลือทางด้านสังคมในมิติต่างๆ เช่น  การให้ทุนการศึกษา  การร่วมมือทางวิชาการ  การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนกันทางด้านสาธารณสุข  กฎหมาย  สิทธิมนุษยชน  การรักษาสภาวะสิ่งแวดล้อม  เป็นต้น

การกำหนดนโยบายต่างประเทศ

การกำหนดนโยบายต่างประเทศ
การกำหนดนโยบายต่างประเทศก็คือการตัดสินใจ (Decision-making) เพราะเมื่อนำการตัดสินใจมาใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็จะใช้คำว่า การกำหนดนโยบายต่างประเทศ (Foreign Policy Making) ภายหลังกลุ่มริชาร์ด ซี. สไนเดอร์ และนักวิชาการกลุ่มต่างๆ ได้ใช้คำว่าการตัดสินใจนโยบายต่างประเทศ (Foreign Policy Decision Making) ทฤษฎีกลุ่มนี้จึงมีชื่อว่า Foreign Policy Decision Making Theories


ตัวแบบของริชาร์ด ซี. สไนเดอร์ อธิบายว่า การกำหนดนโยบายต่างประเทศหรือการตัดสินใจจะควบคุมตัวแปรต่างๆดังภาพ คือปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกจะมีอิทธิพลต่อกระบวนการกำหนดนโยบาย ในกระบวนการกำหนดนโยบายจะประกอบด้วยผู้กำหนดนโยบาย อาจเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลก็ได้ที่ทำการคัดเลือกทางเลือกที่มีหลายทางให้เหลือเพียงทางเลือกเดียว เรียกว่าข้อตัดสินใจ/ข้อตกลงใจ หลังจากนั้นก็ประกาศใช้นโยบาย
นโยบายต่างประเทศจะมี 2 อย่างคือ นโยบายต่างประเทศที่ประกาศใช้ และนโยบายต่างประเทศที่นำมาใช้ในการปฏิบัติ เมื่อข้อตัดสินใจ/ข้อตกลงใจประกาศออกมาแล้วแต่ไม่นำมาปฏิบัติก็จะเรียกว่านโยบายที่ประกาศใช้ แต่หากนำมาใช้แล้วก็จะเป็นการกระทำ เช่น สงคราม ความร่วมมือ ความขัดแย้ง การแซงชั่น เมื่อมีการกระทำออกมาแล้ว อาจจะได้รับการต่อต้านหรือสนับสนุนจากภายในและภายนอกประเทศ จากนั้นก็จะมีการย้อนกลับเข้าไปเป็นปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกใหม่ ผู้กำหนดนโยบายก็จะเริ่มเห็นแล้วว่ามติมหาชน องค์การระหว่างประเทศ ปฏิญญาจากรัฐอื่น หรือปัจจัยอื่น กลายเป็นปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการกำหนดนโยบายอีกครั้งหนึ่ง แต่หากนโยบายที่ประกาศใช้และดำเนินการแล้ว รัฐไม่แก้ไขหรือไม่สนใจแรงกดดันจากภายในและภายนอกเพื่อให้เปลี่ยนนโยบาย ก็จะไม่มี

นโยบายต่างประเทศที่สำคัญที่สำคัญ

นโยบายต่างประเทศปัจจุบัน ที่สำคัญ มี 3 อย่างคือ
1.Forward Engagement Policy คือ นโยบายเกี่ยวกันโดยมุ่งไปข้างหน้า นโยบายเศรษฐกิจนำนโยบายอื่น เพราะประเทศไทยเพิ่งจะพ้นยุค IMF มาจึงต้องรีบฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ได้ หาตลาดส่งออกเพื่อส่งเสริมการค้าและขยายความสัมพันธ์กับประเทศอื่นทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงแอฟริกา
2.Look to the West Policy คือ นโยบายมองตะวันตก ไม่ได้หมายถึงประเทศแถบตะวันตก แต่เป้าหมายคือประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ทิศตะวันตกของไทย เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่งประเทศแถบตะวันตกมากเหมือนเดิม
3.Active Economic Diplomacy และนโยบาย Dual-Track คือ นโยบายที่ใช้การทูตเชิงรุกในทางเศรษฐกิจ นโยบายนี้จะเดินไปไม่ได้ดีหากไม่มีนโยบายคู่ขนานมาเสริมให้เกิดความแข็งแรง ดังนั้นนโยบายนี้จึงเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลปัจจุบันใช้อยู่
รัฐบาลปัจจุบันยังมีนโยบายอื่นที่ใช้อีก เช่น
-นโยบายรักษาระยะห่าง คือไม่เข้าไปใกล้ชิดกับประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป เพื่อสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายได้สะดวก
-นโยบายการหามิตร

สรุปนโยบายต่างประเทศของไทยปัจจุบัน
1.เน้นการทูตเชิงรุกด้านเศรษฐกิจ สอดประสานกับนโยบายคู่ขนาน (Dual-Track)
2.สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงกระแสเศรษฐกิจของโลกได้ โดยไม่เสียเปรียบมากนัก (ทั้งที่เป็นประเทศเล็ก) ทั้งนี้เพราะมีวิธีการรวมตัวกันเพื่อต่อรอง ซึ่งไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม 1 ใน 18 ประเทศของกลุ่มเครนส์ที่ต่อต้านการอุดหนุนด้วย
3.เน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเวทีเศรษฐกิจโลก เช่น เขตการค้าเสรี เพื่อกระตุ้นผู้ประกอบการของไทยได้รีบยกระดับขีดความสามารถของตนเอง โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนด้านการเข้าถึงแหล่งทุน การฝึกอบรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี
4.เผชิญกับกระแสเอกภาคีนิยมของสหรัฐได้โดยการทูต คือการเจรจาการค้ากับสหรัฐจนสหรัฐผ่อนปรน เช่น เก็บภาษีกุ้งต่ำกว่าประเทศอื่น หรือข้าวหอมมะลิของไทยที่สหรัฐไปจดสิทธิบัตร รัฐบาลไทยจึงพยายามเข้าไปเจรจาว่าคนไทยกับข้าวเป็นวัฒนธรรมที่แยกกันไม่ได้เพราะอยู่ด้วยกันมานานและหากสหรัฐเอาไปก็จะกลายเป็นศัตรูกับคนไทยทั้งประเทศ จนในที่สุดสหรัฐก็ยอมยกเลิกสิทธิบัตรนั้นไป
คนไทยมีความสามารถพิเศษทางด้านเจรจาและการเข้าหาซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่ดีเฉพาะตัว และคนไทยมีนโยบายหนึ่งที่ใช้มาทุกยุคทุกสมัยคือนโยบาย Winning with the Wind คือคนไทยจะรู้ตัวเองว่าอะไรแรง อะไรสู้ได้ อะไรสู้ไม่ได้ อะไรที่ขวางกระแสลมเราจะไม่ใช้ แต่หากลมสงบลงเราจะค่อยๆขอเข้าไปพูดไปเจรจาและประสบความสำเร็จทุกครั้ง



การสร้างนโยบายต่างประเทศ


การสร้างนโยบายต่างประเทศ มีปัจจัยสำคัญ 2 อย่างคือ
1.Internal Factors หรือ Internal Environment สถานการณ์ภายในหรือปัจจัยภายในที่เราจำเป็นต้องคำนึงถึงเพราะมีความสำคัญมาก
2.External Factors หรือ External Environment สถานการณ์ภายนอกหรือปัจจัยภายนอก
เมื่อนำปัจจัยนำเข้า (Inputs) สำคัญทั้ง 2 มารวมกันแล้วจึงนำไปผ่านกระบวนการ ที่มีองค์การ สถาบัน หรือผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ จนกลายมาเป็นนโยบาย (Outputs) และนโยบายก็จะเป็นผลลัพธ์ (Outcomes) ที่ส่งผลสะท้อนกลับไปยังปัจจัยนำเข้าต่างๆ

ปัจจัยภายนอกที่ต้องคำนึงถึง หรือสิ่งที่มีผลกระทบในการสร้างและการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
1.ภาวะเศรษฐกิจโลก เช่นภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซาทำให้การแสวงหาผลประโยชน์ยากขึ้นอีก แต่หากภาวะเศรษฐกิจดีย่อมง่ายต่อการแสวงหาผลประโยชน์
2.การเปลี่ยนแปลงค่าเงิน ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินสกุลใดก็ตามที่มีอิทธิพลต่อเรา ขึ้นอยู่กับว่าเราไปผูกค่าเงินบาทไว้กับเงินสกุลใด ย่อมมีผลกระทบต่อนโยบายต่างประเทศทั้งสิ้น
3.การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย เช่น ทุกประเทศสนใจข่าวของธนาคารแห่งชาติอเมริกันที่ประกาศเพิ่มหรือลดอัตราดอกเบี้ย เพราะไม่ว่าจะเพิ่มหรือลดย่อมมีผลกระทบต่อหลายประเทศทั้งสิ้น โดยเฉพาะผลกระทบด้านการค้า การเงิน เพราะเศรษฐกิจของหลายประเทศได้ติดอยู่กับเศรษฐกิจระบบใหญ่ของสหรัฐ
4.ปริมาณความช่วยเหลือจากต่างประเทศลดลง ทำให้ผลประโยชน์บางอย่างที่พอจะหยิบได้บ้างจากความช่วยเหลือก็จะหมดโอกาสไป ความช่วยเหลือได้ลดลงหลังจากสงครามเย็นสิ้นสุด จนปัจจุบันถือว่าเหลือน้อยมาก
5.สินค้าเกษตรราคาตลาดโลกตกต่ำ นอกจากราคาต่ำแล้วยังถูกกีดกันทางการค้าอย่างไม่น่าเชื่อ
6.การกีดกันทางการค้า (Tariff Barriers and Non-Tariff Barriers)

Tariff Barriers คือการกีดกันการค้าโดยใช้มาตรการทางภาษี เช่น
-สินค้าใดที่มีราคาถูก จนเจ้าของประเทศคิดว่าเป็นการทุ่มตลาดจึงตั้งกำแพงภาษีสูงมาก จนสามารถสร้างเงื่อนไขการต่อต้านการทุ่มตลาด  ( Anti Dumping )
-สินค้าใดที่มีราคาถูกเพราะมีการอุดหนุนจากรัฐบาล เพื่อนำสินค้าไปขายและหวังเงินตราจากต่างประเทศ และมีผลกระทบต่อสินค้าในประเทศของเขา ประเทศนั้นจึงเก็บภาษีสูงเพราะถือว่าสินค้าเกษตรห้ามมีการอุดหนุน
มาตรการห้ามอุดหนุนเป็นมาตรการที่เจ็บแสบ เพราะประเทศที่ร่ำรวยและพัฒนาแล้วได้กีดกันสินค้าจากประเทศยากจน โดยถือสินค้าที่ได้รับการอุดหนุนไม่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของเกษตรกร แต่เป็นการช่วยเหลือจากภาครัฐจึงทำให้ราคาสินค้าถูกลง
ในความเป็นจริงแม้จะไม่มีเงื่อนไขห้ามอุดหนุนเกษตรกร ไทยซึ่งเป็นประเทศยากจนก็ไม่มีทุนมากพอที่จะสามารถอุดหนุนเกษตรกรได้ทั่วถึง ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐประเทศในยุโรป หรือญี่ปุ่น ได้ให้การอุดหนุนเกษตรกรของตนอย่างมากมายมหาศาล งบประมาณการอุดหนุนเกษตรกรแต่ละปีมากกว่างบประมาณของประเทศไทยทั้งประเทศ แต่ไม่มีใครไปว่าได้
ไทยจึงใช้นโยบายอุดหนุนเกษตรกรทางอ้อม และเป็นนโยบายที่จำเป็นต้องทำ เพราะจะช่วยสร้างขีดความสามารถของเกษตรกรในการแข่งขันกับต่างประเทศ (แต่คนทั่วไปจะมองเป็นอย่างอื่น โดยเฉพาะนักการเมืองมองว่าเป็นนโยบายประชานิยม) นโยบายที่ใช้อุดหนุน เช่น
1.นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่อช่วยเหลือคนจน ซึ่งคนจนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและสามารถทำมาหากินได้
2.พักหนี้เกษตรกรรายย่อย ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ เพื่อให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ก่อนถึงจะใช้หนี้ต่อไป
3.กองทุนหมู่บ้าน สร้างให้คนมีรายได้ มีอาชีพ กองทุนหมู่บ้านเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ให้ประชาชนสามารถยืมเงินไปพัฒนาอาชีพของตนเองได้ (แต่สิ่งที่กองทุนหมู่บ้านถูกตำหนิมากที่สุดคือ ชาวบ้านเอาเงินไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น โทรศัพท์มือถือ มอร์เตอร์ไซค์)
ทั้งนี้ทุกนโยบายได้อุดหนุนสังคมเมืองด้วย ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรอย่างเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้ต่างชาติเห็นว่าเราอุดหนุนเกษตรกรอยู่
หากคนที่ศึกษาในการต่างประเทศและรู้จักการแข่งขันจะรู้ว่าขีดความสามารถในการแข่งขันได้มีความสำคัญอย่างไร เช่น การตั้ง SME เพราะการแข่งขันมากจึงต้องโอบอุ้มผู้ลงทุนรายย่อยที่ไม่มีทุน และไม่มีความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติได้
รัฐบาลปัจจุบันใช้นโยบายคู่ขนาน (Dual Track) เป็นกลยุทธ์สำคัญในการผลักดันนโยบายต่างประเทศทางเศรษฐกิจ นโยบายคู่ขนานคือ
1.การพัฒนาภายในประเทศให้แข็งแรง พัฒนาระดับรากหญ้าทั้งหลายให้สามารถส่งผลิตภัณฑ์ไปขายกับต่างประเทศได้ หรือเป็นการสร้างเนื้อสร้างตัวให้พร้อม
2.การแสวงหาตลาดใหม่ ส่งเสริมการค้า เป็นเรื่องของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
นโยบาย Dual Track จึงเป็นที่มาของคำว่าทักษิโณมิกส์ ตั้งชื่อโดยประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ เพราะเห็นว่าเป็นนโยบายที่ดีจึงอยากนำไปปฏิบัติตามเพื่อพัฒนาประเทศสองแนวทางพร้อมกัน (แต่ภายหลังนโยบายนี้ได้กลายเป็นระบอบทักษิณไป)
จากการห้ามประเทศยากจนอุดหนุนเกษตรกรรม แต่ประเทศที่ร่ำรวยกลับทำการอุดหนุนเกษตรกรรมเสียเอง อาจารย์บอกว่าเป็นปลาใหญ่กินปลาเล็ก ประเทศยากจนที่จะอุดหนุนยังต้องหาเงินด้วยความลำบากแต่กลับถูกห้าม ดังนั้นกรณีของการอุดหนุนทำให้ 18 ประเทศเกษตรกรรมที่เรียกว่ากลุ่มเครนส์ ตราบใดที่ประเทศใหญ่ๆไม่เลิกอุดหนุน ประเทศเหล่านี้ก็จะไม่เข้าไปเจรจากับ WTO เลยทำให้การทำงานของ WTO ถูกต่อต้านมาตลอด ประเทศใหญ่ๆที่ร่ำรวยจึงไม่สามารถใช้กลไกของพหุภาคีได้ จึงออกมาทำสนธิสัญญาที่เรียกว่า FTA เพื่อหาประโยชน์ทางการค้าอย่างน้อยก็ให้เท่ากับผลประโยชน์ของเขาที่เคยได้

Non-Tariff Barriers คือมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช้ภาษี ประกอบด้วย
-มาตรการด้านคุณภาพสินค้า ประเด็นนี้จะเป็นปัญหาสำหรับประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรอย่างมาก เพราะสินค้าเกษตรกรรมยากที่จะควบคุมให้ได้คุณภาพมาตรฐานตามที่ต่างชาติต้องการ เช่น ควบคุมความหวานของมะม่วงน้ำดอกไม้ ควบคุมขนาดและเส้นผ่าศูนย์กลางของผลให้ได้ตามมาตรฐาน
ขณะสินค้าอุตสาหกรรมที่ส่งมาขายเมืองไทย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ ฯลฯ เราไม่สามารถรู้ได้ว่าคุณภาพดีตามที่เขาอ้างหรือไม่ บางครั้งโทรทัศน์สีที่ใช้มาหลายปีเพิ่งจะมาบอกว่ามีรังสีที่ก่อให้เกิดพิษภัยต่อร่างกาย ให้เลิกใช้ สาเหตุส่วนหนึ่งที่เราไม่รู้เพราะมาตรฐานของเราต่ำกว่าของเขา ดังนั้นคุณภาพของสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมจึงต่างกันมาก สินค้าเกษตรกรรมมีโอกาสเสียมากกว่า เช่น ส่งมะม่วงไปยุโรปใช้เวลาในการขนส่งนาน พอไปถึงมะม่วงอาจจะเสียและถูกตีกลับได้ ขณะที่คอมพิวเตอร์ย่อมไม่มีราขึ้นแน่นอน
หรือหากไม่มี ISO ก็ไม่สามารถนำสินค้าไปขายยังประเทศที่เจริญแล้วได้ ไทยจึงจำเป็นต้องจ้างชาวต่างชาติให้มาช่วยทำให้ (ISO ทำตั้งแต่ 9000 จนถึง 10,000 เป็น ISO สิ่งแวดล้อม เมื่อทุกประเทศทำ ISO หมดก็ส่งสินค้าไปแข่งขันกันดารดาษเหมือนเดิม)
-มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ต่างประเทศไม่ซื้อสินค้าประเภท กุ้ง ปลาจากไทย เพราะไทยไม่มีเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานในการจับปลา จับกุ้ง เพราะมีผลทำให้เต่าทะเลตายไป 3 ตัว โดยอ้างว่าไทยเป็นประเทศที่ทำลายสิ่งแวดล้อม
แต่จริงๆแล้วประเทศอุตสาหกรรมต่างหากที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ยิ่งมีอุตสาหกรรมหนักเท่าไร การทำลายสิ่งแวดล้อมก็หนักเท่านั้น เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมหนักกว่าประเทศเกษตรกรรม สาร PFC หรือปรากฏการณ์เรือนกระจกต่างๆมาจากประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งนั้น สหรัฐยังไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโต เพราะพิธีสารเกียวโตเป็นพิธีสารที่ให้แต่ละประเทศมาลงชื่อเพื่อช่วยลดมลภาวะของโลก รัฐบาลสหรัฐจึงถูกห้ามจากบรรษัทข้ามชาติ เพราะหากไปลงนามในพิธีสารเกียวโต บริษัทน้ำมัน บริษัทที่ผลิตสารเคมีต่างๆจะต้องเพิ่มรายจ่ายในการทำสิ่งแวดล้อมให้สะอาด คือไม่ปล่อยสารพิษ หรือสิ่งที่เป็นพิษต่อบรรยากาศของโลก ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้นและทำให้กำไรน้อยลง
-เป็นประเทศประชาธิปไตย หากประเทศใดไม่เป็นประชาธิปไตยก็จะไม่ค้าขายด้วย เช่น พม่าที่ประสบปัญหานี้อย่างมาก
7.ราคาน้ำมัน เป็นตัวสำคัญที่ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจมีปัญหา และทำให้นโยบายต่างประเทศทำงานลำบากมากขึ้นในการหาตลาดต่างประเทศ
8.ภัยธรรมชาติ เป็นภัยร่วมกัน เช่น สึนามิ ปัจจุบันภัยพิบัติจากธรรมชาติมีมากและถี่ขึ้น ประเทศใดที่ประสบภัยพิบัติมากเท่าไหร่ ความคล่องตัวทางเศรษฐกิจก็ลดลง
9.โรคระบาด เช่น ซารส์ ไข้หวัดนก เช่น หากพบว่ามีไข้หวัดนกในไทยก็จะทำให้ไม่สามารถขายไก่ได้ แต่หากพบไข้หวัดนกในประเทศอื่นก็จะทำให้ไทยขายไก่ได้ ดังนั้นผลของโรคระบาดมีทั้งบวกและลบ แต่จะมีลบมากกว่า
10.New World Order ประกาศโดยจอร์จ บุช ในปีค.ศ. 1992 หลังจากที่อดีตสหภาพโซเวียตล่มสลายไปแล้ว โดยประกาศให้ชาวโลกยึดถือปฏิบัติว่า ต่อไปนี้ทั่วโลกจะต้องมีความเป็นประชาธิปไตย ต้องเคารพสิทธิมนุษย์ และต้องดำเนินการค้าแบบเสรี ประเทศใดไม่ทำตามจะไม่ได้รับการยอมรับ
11.FTA (Free Trade Area) ปัจจุบันทุกประเทศต้องมีการค้าเสรี ประเทศใดที่ไม่มีการค้าเสรีถือว่าไม่เป็นสากล ด้วยเหตุนี้กฎระเบียบขององค์การระหว่างประเทศ เช่น WTO, IMF, IBRD จึงเน้นความเป็นเสรีทั้งสิ้น เสรีทั้งทางด้านการค้า การลงทุน การเงิน แต่การค้าเสรีเกิดขึ้นกับประเทศเล็กๆเท่านั้น ส่วนประเทศใหญ่มักจะปกป้องการค้าของตน เช่น เหล็กกล้าที่ส่งไปสหรัฐ ได้กระทบกระเทือนกับสินค้าในประเทศ จึงใช้มาตรการขึ้นภาษีเหล็กกล้า เพื่อให้ราคาเหล็กกล้านำเข้าสูงกว่าเหล็กกล้าในประเทศ
12.สิทธิมนุษยชน (Human Rights) สิทธิมนุษยชนมี 3 ประการเด่นคือ
-มวลมนุษย์ทั้งหลาย มีสิทธิในการกำหนดโชคชะตาของตัวเอง เช่นอาชีพ ความเป็นอยู่ การเมืองการปกครอง
-แรงงาน การคุ้มครองเด็ก สตรี เพื่อไม่ให้ถูกใช้แรงงานหนักเกินไป แต่ประเทศยากจนจำเป็นต้องให้เด็กช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงินบ้างไม่อย่างนั้นก็จะอยู่ลำบากเพราะไม่มีเงินใช้ แต่ประเทศที่ร่ำรวยแล้วไม่เข้าใจปัญหานี้เท่าไรนัก เช่น ประเทศในกลุ่มเปอร์เซียซึ่งมีชื่อในการทำพรมเพราะเป็นพรมที่ทำด้วยมือ มีคุณภาพดี แต่พรมของเปอร์เซียกลับไปมีผลกระทบต่อพรมที่ผลิตในประเทศสหรัฐ สหรัฐจึงอ้างว่าเปอร์เซียใช้แรงงานเด็กกีดกันสินค้านี้
-มนุษย์ทุกคนจะต้องไม่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (แต่เป็นเรื่องแปลกที่คนที่ทำทารุณกรรมคนอื่น กลับมาอ่อนแอเมื่อถูกจับได้ เช่น ป่วยเป็นโรคหัวใจมาฟังคำตัดสินไม่ได้ เป็นต้น) เช่น ประธานาธิบดีสโลโมดาน มิโลเซวิคของเซอร์เบียที่กำลังถูกดำเนินคดีอยู่, ผู้นำเขมรแดงจะต้องถูกขึ้นศาลเพราะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนไปเกือบสองล้านกว่าชีวิต แต่ในที่สุดจำเลยทั้งสองคนนี้ก็ตายไปเสียก่อนได้รับโทษ
สหรัฐใช้สิทธิมนุษยชนกับจีนเพื่อป้องกันนำสินค้าเข้า โดยอ้างว่าจีนละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น กรณีจัตุรัสเทียนอันเหมิน (เป็นกรณีที่รัฐบาลจีนใช้กำลังปราบปรามนักศึกษาที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว แต่สหรัฐก็ยังใช้อ้างเพื่อป้องกันสินค้าจากจีนอยู่
เหตุการณ์ที่ต่างชาติกล่าวหาว่าไทยละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น เหตุการณ์โรงพยาบาลราชบุรี ที่ทหารทำวิสามัญฆาตกรรมกับกลุ่มโจร และ กรณี อ.ตากใบ เป็นต้น
อาจารย์บอกว่าปัจจุบันสิทธิมนุษยชนเริ่มสับสนวุ่นวาย ไม่ได้เป็นไปตามมนุษยชนดั้งเดิมทั้ง 3 อย่างเบื้องต้น
13.สถานการณ์การเมืองโลก  เป็นเรื่องสำคัญมากทำให้เราต้องติดตามข่าวสารตลอดเวลา เพราะประเทศใดก็ตามที่กำลังมีปัญหาหรือขัดแย้งกันอยู่ย่อมส่งผลกระทบกับเราทั้งสิ้น และควรวางนโยบายต่างประเทศให้เหมาะสมกับสถานการณ์การเมืองโลกด้วย
14.ความมั่นคงใหม่  ความมั่นคงใหม่จะต่างจากความมั่นคงเก่า เพราะความมั่นคงเก่าเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ กำลังทหาร แต่ความมั่นคงใหม่มีเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ (ถูกละเมิด หลอกลวง ต้มตุ๋น) ความมั่นคงในทรัพยากรธรรมชาติ(ที่ถูกทำลายไปมากแล้ว) ปัญหาอาชญากรข้ามชาติที่มีมากขึ้น ปัญหายาเสพติด
15.บทบาทและอิทธิพลของตัวแสดง เช่น
-รัฐ โดยเฉพาะรัฐที่มีอำนาจจะมีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะรัฐใหญ่ๆที่สร้างปัญหาให้ เช่น การทำ FTA ซึ่งเราไม่สามารถปฏิเสธได้
-องค์การระหว่างประเทศ เช่น UN, IMF, IBRD, WTO, ADB ที่ตกเป็นเครื่องมือของรัฐใหญ่ไปแล้ว ย่อมมีผลกระทบต่อการวางนโยบายต่างประเทศทั้งสิ้น
-บรรษัทข้ามชาติ เป็นตัวแสดงที่น่ากลัวเพราะแทรกแซงกิจการในประเทศอย่างมาก ปัญหาในอนาคตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงคือปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา เพราะทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิ่งที่สะสมและพัฒนาเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา เพื่อผลิตสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ (คนไทยมักจะตามเทคโนโลยีนี้อยู่เสมอ ซึ่งอาจารย์บอกว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และเป็นเทคโนโลยีที่ไม่มีวันสิ้นสุด)
หากบรรษัทข้ามชาติซึ่งเป็นเจ้าของ GMO สามารถวิจัยได้สำเร็จ ก็จะทำให้บรรษัทร่ำรวยขึ้นมาก และจะกลายเป็นผู้ผูกขาดด้านอาหาร ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของโลกไป
-ผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ ขณะที่ประเทศใดมีวิกฤตการณ์ผู้ก่อการร้ายข้ามชาติสามารถทำงานได้เต็มอัตรา ทำให้เกิดความวุ่นวายและทำให้สถานการณ์โลกไม่ปกติ เช่น เหตุการณ์ 911
16.โลกาภิวัตน์ ได้สร้างปัญหาให้ไทยมาก อาจารย์ถือว่าโลกาภิวัฒน์เป็นส่วนช่วยกระพือให้บรรษัทข้ามชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์อย่างรวดเร็ว กว้างขวางและลึก เหมือนการก่อไฟที่ต้องการแรงพัด และแรงพัดนั่นแหละคือโลกาภิวัฒน์ ปัญหาที่ว่าจะซึมเข้าไปทุกแห่งหน ไม่มีประเทศใดสามารถปฏิเสธโลกาภิวัฒน์ได้ แต่จะเข้าไปอย่างกว้างและลึกแค่ไหนขึ้นอยู่กับแรงต้านของประเทศนั้นๆเอง
ประเทศที่เปิดกว้างอย่างไทยทำให้โลกาภิวัฒน์จะเข้าไปในทุกซอกทุกมุม สามารถสื่อต่างๆถึงเราหมด และสิ่งที่เกิดขึ้นคือโลกาภิวัฒน์ผลักดันวัฒนธรรมตะวันตกให้ไทย เช่น การกิน การอยู่ การดำเนินชีวิตของไทยเป็นเหมือนตะวันตกขึ้นทุกวัน อาจารย์มักจะเรียกวัฒนธรรมที่มากับโลกาภิวัฒน์ว่าวัฒนธรรมจำแลง คือเข้ามาเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของไทยจากเดิมไปแทบจะหมดสิ้น
โลกาภิวัฒน์ยังส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจ หากไม่มีความรวดเร็วของ E ทั้งหลาย เช่น E-Commerce, E-Bank ไทยก็จะไม่ถูกโจมตีง่ายนัก แต่เพราะไทยได้เปิดเสรีไปแล้ว เงินเข้า-ออกจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว ความเจริญทางคอมพิวเตอร์จึงมากระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยโดยเฉพาะยุค IMF โลกาภิวัฒน์ทำให้เราเห็นการเมืองของต่างประเทศ ทำให้มีการเรียกร้องต่างๆเช่นสิทธิเสรีภาพ
17.แนวคิดในการพัฒนาประเทศ โดย IBRD ได้มีทฤษฎีของการไหลลง (Trickle Down Theory) การพัฒนาอุสาหกรรมเป็นการพัฒนาอยู่ข้างบนโดยผู้ร่ำรวยหรือมีความรู้ และผลของการพัฒนาได้ไหลลงสู่คนระดับล่าง เช่น คนระดับล่างได้ค่าจ้างแรงงาน มาตรการทางภาษี เศรษฐกิจดี มีเสถียรภาพ
แต่ความเป็นจริงกลับเป็น Trickle Up สิ่งที่ไหลเวียนลงมาถูกดูดกลับคืนไปเหมือนเศรษฐกิจแบบเครื่องดูดฝุ่น ดังนั้นคนระดับล่างจะไม่ได้รับผลพ่วงจากการพัฒนาเลย เพราะมันไหลย้อนกลับขึ้นไปเหมือนเดิม คนจนก็จนเหมือนเดิม กว่า 30 ปีที่ไทยใช้แผนพัฒนาประเทศจากแผนฯ 1-7 คนไทยส่วนมากของประเทศก็ยังไม่ได้ดีขึ้น
สรุปปัญหา ความเจริญทางเศรษฐกิจยังไม่ถึงคนจน เพราะคนจนยังไม่มีส่วนทำให้เกิดความเจริญเติบโต ดังนั้นประเทศที่จะเจริญจริงคนจนจะต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้วย