นโยบายต่างประเทศ
(Foreign Policy)
นโยบายต่างประเทศ
คือแนวทางหรือยุทธศาสตร์ (Strategy หรือ Planning)
ที่รัฐบาลของแต่ละรัฐจะเข้าไปสัมพันธ์กับผู้แสดงบทบาทอื่นทั้งที่เป็นรัฐและไม่ใช่รัฐ
เช่น
สหรัฐฯกำหนดนโยบายต่อสู้กับขบวนการก่อการร้ายโดยกำหนดว่าจะใช้สงครามลงมือโจมตีก่อน
(Strategy คือแนวทาง/แผนการที่จะเอาชนะคู่แข่ง
สามารถใช้ได้กับทุกด้าน เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การทหาร)
รัฐทุกรัฐจึงต้องมีเป้าหมาย (Goal) เป้าหมายที่สำคัญคือผลประโยชน์แห่งชาติ
(National Interest) และผลประโยชน์แห่งชาติก็จะเป็นตัวชี้นำว่ารัฐจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร
ผลประโยชน์แห่งชาติ
(National Interest)
ผลประโยชน์แห่งชาติ
คือสิ่งต่างๆ ที่รัฐต้องการ ปรารถนา และจำเป็น
สิ่งเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในดินแดนของตนเอง แต่อยู่ ณ ดินแดนอื่น เช่น สินค้า
การบริการ ทรัพยากรธรรมชาติ แร่ธาตุ วัตถุดิบ แรงงาน น้ำมัน พลังงานเทคโนโลยี
ตลาดการค้า ตลาดการเงิน การลงทุนต่างประเทศ อาวุธ การช่วยเหลือต่างประเทศ
หรือความมั่นคง ในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ
รัฐทุกรัฐต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติเป็นเป้าหมายสำคัญและต้องทำให้บรรลุเป้าหมายนั้น
รัฐต่างๆ
จะมีวิธีการหรือเครื่องมือที่นำมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้
ซึ่งทุกรัฐไม่ได้มีเครื่องมือพร้อมทุกด้าน
ประเทศพัฒนาแล้วจะมีขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจ การเมืองและทหารมากกว่าประเทศอื่น
จึงมีเครื่องมือที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายมากกว่า
ขณะที่ประเทศเล็กโอกาสที่จะมีเครื่องมือที่จะทำให้เป้าหมายบรรลุจึงมีน้อย
จึงต้องอาศัยประเทศอื่นช่วย เช่น ร่วมมือกับประเทศต่างๆ
ยืมเครื่องมือของประเทศที่มีพร้อมกว่า
เครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
ที่สำคัญมี 3 ด้าน ได้แก่
1.เครื่องมือทางทหาร
(Military Instruments)
รัฐจะต้องมีขีดความสามารถทางทหารจึงจะใช้เครื่องมือประเภทนี้ได้ เช่น
มีอาวุธยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางทหาร
ความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญที่จะใช้อาวุธเหล่านั้น
วิธีการให้ได้มาซึ่งเป้าหมายที่ต้องการคือ เช่น สงคราม การคุกคามทางทหาร
การแข่งขันกำลังอาวุธ การซ้อมรบ
ทุกประเทศไม่ได้มีเครื่องมือทางทหาร
เช่น ลิเบียมีเงินมากพอที่จะซื้อเครื่องมือทางทหารที่ทันสมัย เช่น เครื่องบิน
รถถัง อาวุธ เทคโนโลยีทางทหาร
แต่ก็ขาดทหารที่มีความรู้ความสามารถในการใช้เครื่องมือเหล่านั้น ลิเบียจึงเอารถถังไปจอดกลางทะเลทราย
ทำให้ทรายปลิวเข้าไปในรถจนไม่สามารถใช้การได้
ช่วงรบก็ต้องจ้างทหารรับจ้างจากประเทศอื่น ทำให้ต้องเสียโอกาสและผลประโยชน์ เช่น
ทศวรรษ 1970s ลิเบียพยายามสร้างอาณาจักรของศาสนาอิสลามจึงยกทัพไปตีประเทศเพื่อนบ้าน
เช่น อียิปต์ ซีเรีย เอธิโอเปีย ซูดาน
แต่ไม่สำเร็จเพราะทหารขาดความรู้ความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธ
ประเทศไทยต้องการซื้อเรือดำน้ำ
เพราะประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศได้ซื้อไปแล้ว แต่ไทยก็ไม่มีเงิน
การที่จะอวดศักดาในอ่าวไทยจึงทำได้ยาก
ไทยจึงเป็นต้องเป็นสัมพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐฯและร่วมซ้อมรบทุกปี เพื่อแสดงให้ประเทศอื่นเห็นว่าไทยมีประเทศอื่นคอยปกป้องช่วยเหลืออยู่
เครื่องมือทางทหารมีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศว่า
ประเทศตนมีความพร้อมที่จะดำเนินนโยบายด้านนี้หรือไม่
2.เครื่องมือทางเศรษฐกิจ
(Economic Instruments) มีความสำคัญมากในยุคหลังสงครามเย็น
ประเทศนั้นจะต้องมีขีดความสามารถทางเศรษฐกิจก่อนจึงที่จะใช้เครื่องมือนี้ได้ เช่น
ตลาดการค้า ตลาดการเงิน ตลาดลงทุน งบประมาณเพียงพอ รายได้ของประเทศเพียงพอ
และมีขีดความสามารถทางทหาร เช่น
สหรัฐฯโอกาสที่มีตลาดการค้าอันเป็นที่หมายปองของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา
สหรัฐฯจึงใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจบังคับให้ประเทศอื่นทำตามความต้องการของตน
หากใครไม่ทำตามก็จะแซงชั่นทางเศรษฐกิจ (การแซงชั่นทางเศรษฐกิจ
คือมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ
เพื่อบีบบังคับหรือโน้มน้าวจูงใจให้ผู้แสดงบทบาทที่เป็นเป้าหมายปฏิบัติตามความต้องการของตน)
ประเทศไทยไม่สามารถใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจได้เต็มที่
ถึงแม้เศรษฐกิจของเราจะดีกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นก็ตาม
เพราะยังไม่มีความมั่งคั่งพอที่จะไปแซงชั่นประเทศอื่นได้ เช่น
ไทยเกิดกรณีพิพาทกับสหรัฐฯเรื่องญัตติเบิร์ก ปีค.ศ.2000
สหรัฐฯออกกฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านการทุ่มตลาดว่า
หากเก็บภาษีการต่อต้านการทุ่มตลาดหรือภาษีต่อต้านการอุดหนุนจากประเทศที่ส่งสินค้าไปสหรัฐฯได้
ให้เอาเงินภาษีที่เก็บได้ให้บริษัทที่ทำการฟ้องร้อง ประเทศต่างๆ 9
ประเทศจึงรวมตัวกันต่อต้าน เช่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย เม็กซิโก แคนาดา ไทย บราซิล
เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้ทำการฟ้องร้องไปที่องค์กรระงับข้อพิพาทของ WTO ผลการตัดสินคือกลุ่มที่ฟ้องร้องเป็นฝ่ายชนะ
แต่สหรัฐฯไม่ยอมปฏิบัติตามคำตัดสิน
สหภาพยุโรปจึงทำการแซงชั่นเพื่อให้ยกเลิกญัตติเบิร์ก
ไทยเราไม่กล้าแซงชั่นเพราะกลัวถูกสหรัฐฯตัด GSP และไทยก็ไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะไปแซงชั่นได้
เพราะหากถูกโต้ตอบการแซงชั่นแล้วไทยเราก็จะได้รับผลประทบตามมา
การให้กู้ยืมเงินหรือการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะกดดันให้ประเทศอื่นปฏิบัติตามที่ตนต้องการ
เช่น นายกฯทักษิณพยายามโน้มน้าวชักจูงให้ประเทศเพื่อนบ้านหันมาสนับสนุนให้การดำเนินนโยบายของไทยสำเร็จ
เช่น ให้พม่ากู้ยืมเงิน 4,000 ล้านเหรียญ
แต่ปัจจุบันก็เป็นคดีฟ้องร้องเพราะนายกฯทักษิณอนุมัติเงินกู้โดยไม่มีการลงนามในสัญญา
และให้กู้เงินเพื่อซื้อสินค้าจากบริษัทของชินคอร์ป
ช่วงที่ไทยสามารถใช้หนี้ IMF ได้ก่อนกำหนดก็ฮึกเหิมว่าตนมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น
จึงประกาศว่าจะเป็นผู้ให้ไม่ใช่ผู้รับอีกต่อไป
แต่ไทยก็ช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านได้ไม่มากนัก
การให้พม่ากู้ยืมเงินก็มีข้อแลกเปลี่ยน เช่น ให้พม่าเปิดทางให้ธุรกิจแก๊ส ป่าไม้
หรือการลงทุนต่างๆ เนื่องจากเครื่องมือทางเศรษฐกิจของไทยไม่พร้อมเพราะมีเงินให้ประเทศอื่นกู้ไม่มากนัก
ในประเทศเองก็ไม่มีเงินมากพอ
ส่วนประเทศพัฒนาแล้วจะมีความพร้อมจึงสามารถใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจได้มากกว่าประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา
3.เครื่องมือทางการทูต/เครื่องมือทางการเมือง
(Diplomatic Instruments/ Politics Instruments) จะใช้การเจรจาเป็นหลัก
นอกจากใช้ในทางการเมืองแล้ว เครื่องมือทางการทูตยังสามารถนำมาใช้ทางด้านการค้า
ทางเศรษฐกิจและทางทหารได้อีกด้วย
การที่จะมีเครื่องมือทางการทูตหรือทางการเมืองได้ดีจะต้องเจรจาเก่ง
สามารถพูดโน้มน้าวใจได้ดี ที่สำคัญ
นักการทูตจะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตนเองไปเจรจา เช่น ไทยทำ FTA กับจีน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น
แต่ขาดนักการทูตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการค้า นโยบายการค้า
และกฎหมายการค้าของประเทศคู่ค้า ในสมัยรัฐบาลทักษิณ มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้แค่ไม่กี่คน
การเจรจาแต่ละครั้งก็ต้องรอวิ่งรอบ เช่น
ไทยเลื่อนนัดเจรจาการค้ากับญี่ปุ่นหลายครั้ง
เพราะนักการทูตที่รู้เรื่องการค้าของญี่ปุ่นกำลังไปเจรจากับประเทศอื่นอยู่
นายกฯทักษิณจึงโกรธมากเพราะทำให้ไทยเสียประโยชน์
เนื่องจากผลประโยชน์การค้าและเศรษฐกิจไม่สามารถรอได้
นักล็อบบี้จะต้องรู้เรื่องกฎหมายและกระบวนการร่างกฎหมาย
นโยบายการค้า การลงทุน การเงิน และการเมืองภายในของรัฐที่ไปเจรจาด้วย
คือต้องรอบรู้ทั้งหมดจึงจะสามารถเข้าไปเจรจาด้วยได้ ซึ่งไทยขาดกลุ่มคนเหล่านี้
เช่น ไทยทำ FTA กับประเทศต่างๆ ผู้ที่เตรียมเรื่องให้ไปเจรจาคือข้าราชการซี
4-5 ซึ่งบางคนเป็นข้าราชการเข้าใหม่ที่เพิ่งเรียนจบจากต่างประเทศ รู้เฉพาะกฎของ
WTO แต่ไม่รู้เรื่องการปฏิบัติ เวลาเจรจาก็จะกางกฎของ WTO เอาไว้ เวลาร่างข้อเจรจาก็จะพยายามไม่ให้ขัดกับกฎของ WTO แต่พอไปเจรจากับประเทศใหญ่อย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น หรือจีน
ประเทศเหล่านี้จะไม่ดูเฉพาะกฎของ WTO
แต่จะต้องรู้ข้อกฎหมายของพวกเขาที่มีลูกล่อลูกชนที่บิดเบือนจากช่องโหว่ของ
WTO
การที่ไทยไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้
การเจรจาทุกครั้งจึงทำให้ไทยต้องเสียเปรียบทุกครั้ง เช่น การเจรจากับจีน
ไทยเราก็ไม่รู้ว่าเคยมีข้อตกลงเกี่ยวกับใบอนุญาตและไม่รู้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีของจีนที่แต่ละมณฑลมีอยู่
ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ต้องไปจ้างบริษัทล็อบบี้ของสหภาพยุโรปให้ศึกษากฎหมายการค้าของสหภาพยุโรป
เพราะคนไทยไม่มีความรู้เรื่องนี้
ไทยมีข้อด้อยที่ไม่รู้เขารู้เรา
ประเทศอื่นจึงยื่นข้อเสนอที่มีสิ่งแอบแฝง เช่น
ข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องเหล็กที่ญี่ปุ่นจะมาลงทุนในไทยและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้
ลงนามในวันที่ 3 เมษายน ค.ศ.2007 ผลออกมาคือญี่ปุ่นไม่ยอมทำ ไทยเราก็ทำอะไรไม่ได้
เพราะไม่มีเครื่องมือทางเศรษฐกิจหรือทางทหารไปบีบบังคับให้เขาทำตาม ดังนั้น
ไทยจึงต้องสร้างนักเจรจา/นักการทูตทั้งการค้า การเงิน เศรษฐกิจ
และการทหารที่รู้เขารู้เรา ไม่เช่นนั้นไทยจะเสียเปรียบอยู่เรื่องไป เช่น สหรัฐฯ
หากจะมาเจรจากับไทยก็จะจ้างบริษัทให้มาสำรวจข้อมูลการตลาดของไทย
ก่อนที่มาเจรจาจึงรู้เรื่องเกี่ยวกับไทยทั้งหมด เช่น ใครจะเข้าถึงได้บ้าง
ต้องเข้าถึงใครก่อน ตระกูลใดสำคัญทางธุรกิจ
ขณะที่ไทยไม่ได้จ้างใครไปศึกษาตลาดของสหรัฐฯเลย
รัฐบาลทักษิณพยายามสร้างนักการทูตบูรณาการ
แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เช่นกันกับผู้ว่า CEO
นายกฯทักษิณลงทุนจ้างศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวิสเทิร์นในมลรัฐอิลลินอยส์มาบรรยาย
แต่เป็นภาษาอังกฤษ ผู้ว่าราชการไทยจึงฟังไม่รู้เรื่องและพูดภาษาอังกฤษไม่ได้
ถือเป็นความล้มเหลวในการสร้างผู้รอบรู้ของไทย การสร้างผู้เชี่ยวชาญจะต้องใช้เวลา
ไม่ใช่ยัดเยียดภายในวันสองวันหรือเดือนเดียว
คนไทยมักคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาอังกฤษและไม่จำเป็นต้องรู้การต่างประเทศ
ซึ่งเป็นผลเสียอย่างมาก เพราะตราบใดที่ยังไม่ได้ปิดประเทศ
ไทยเราก็ต้องรู้เขารู้เรา
ไทยเราสร้างนักการทูตที่จะไปประจำอยู่ที่ต่างๆ
เพื่อให้พยายามหาตลาดการค้าให้ แต่ก็ทำไม่ได้
นักธุรกิจไทยจึงต้องลำบากออกหาตลาดการค้าเอง ผิดกับสหรัฐฯที่มีนักการทูตการค้าที่รู้เรื่องเศรษฐกิจอย่างดีเข้ามาสำรวจตลาดแล้วส่งข้อมูลกลับไปให้รัฐบาล
เช่น ประเทศนี้มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร มีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหน
เป็นการปูทางให้นักธุรกิจไปศึกษาก่อนที่จะมาลงทุนในประเทศเหล่านั้น
เพื่อจะได้ล็อบบี้หรือเข้าถูกจุด ไทยเราอาจจะทำ Background ความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ แต่ไม่ได้เจาะลึกมากนัก
(อ่านข้อมูลในท้ายเอกสารประกอบ)
ปัจจุบันอาจจะสายเกินไปสำหรับไทย
เพราะมหาวิทยาลัยต่างๆ
ไม่มีการเรียนเรื่องนโยบายการค้าหรือกฎหมายการค้าของแต่ละประเทศ เรียน WTO ก็เพียงเล็กน้อยจึงไม่มีผู้รู้อย่างกระจ่างชัด
ทำให้ไทยขาดนักวิเคราะห์ เพราะขาดคนที่มีความรู้พื้นฐานและลึกซึ้ง
แค่ปัญหาชายแดนภาคใต้ ไทยเราก็ไม่สามารถเจาะลึกถึงจุด
หรือหากเจาะลึกถึงจุดแล้วก็ไม่กล้าพูดเพราะกลัวตาย
การที่ไทยขาดผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญอาจมีเหตุจากที่ไม่กล้าเปิดเผยความจริง
ดังที่โสเครติสกล่าวว่า ความจริงคือสิ่งไม่ตาย แต่อาจ
ขออนุญาตค่ะ พอดีสนใจเนื้อหาอยากนำไปใช้ในการวิจัยค่ะ อยากทราบอ้างอิงค่ะ
ตอบลบขอบคุณครับ
ตอบลบมีอ้างอิงไหมค่ะ ขออนุญาติสอบถามอ้างอิงหน่อยค่ะ
ตอบลบ